มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
พ่อแม่ 4 แบบ
 
 
    "ลูกชายติดเกม ควรทำอย่างไรดี"

     "ลูกสาวติดคุยมือถือจนดึกจนดื่น จะแก้อย่างไร?"

     นี่คือคำถามที่ผมมักได้รับฟังบ่อยในวงเสวนาเรื่องการเลี้ยงลูก

     คุณพอรายหนึ่งเล่าให้ฟังว่าลูกชายเรียนอยู่ชั้น ม.2 มีอาการติดเกมจนเสียการเรียน ตอนชื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ให้ลูก ก็ตระหนักดีกว่าลูกอาจติดเกมได้ ก็ได้ทำสัญญากำหนดกฎเกณฑ์ให้ลูกเซ็นว่าจะเล่นได้ที่ไหน ตอนไหน ครั้งละนานแค่ไหน เซ็นไว้ถึง 2 ฉบับ ฉบับแรกเซ็นกันเฉพาะพ่อ แม่ ลูก 3 คน แต่เพื่อความมั่นใจได้เชิญคนอื่นอีกหลายคนมาร่วมเซ็นเป็นพยานฉบับที่ 2

     "แล้วทำไมจึงเกิดปัญหาลูกติดเกมขึ้นได้เล่า?" หลายคนสงสัย

     คำตอบก็คือ เพราะแม่ใจดี แม้เห็นว่าลูกไม่ได้ทำตามกติกาที่ได้ตกลงกันไว้ เช่น นำเครื่องเข้าเล่นในห้องนอนของตัวเอง เล่นนอกเวลาและนานกว่าที่กำหนด ก็ไม่ว่ากล่าวอะไร พอพ่อว่ากล่าวตักเตือน แม่ก็บอกพ่อว่าลูกยังเด็กอยู่ ปล่อยให้เขาเล่นสนุกไปเถอะด้วยไม่อยากขัดแย้ง พ่อจึงเลี่ยงที่จะโต้เถียงกับแม่ จึงปล่อยให้ลูก "แหกกฎ" ไปเรื่อยๆ เมื่อตั้งกฎไว้ให้แหกลูกก็กลายเป็นโรคติดเกมไปในที่สุด

     ส่วนอีกรายหนึ่ง เป็นคุณแม่ที่มีความเครียดเรื่องลูกสาววัยรุ่น เรียนอยู่ชั้น ม.4 ติดเล่นมือถือ โทร.คุยกับเพื่อนจนดึกดื่นทุกคืน ปกติแม่กับลูกอีก 2 คนจะนอนในห้องเดียวกันเพราะพ่อทำงานที่ต่างจัดหวัด กลับมาบ้านสัปดาห์ละครั้ง แม่ทำหน้าที่เลี้ยงดูลูกๆ เป็นหลัก จึงมีความผูกพันกับลูกมาตั้งแต่เล็ก

     ตอนนี้ลูกสาวจะขอแยกห้องนอนด้วยต้องการความเป็นส่วนตัวแต่ไม่ก็ไม่ยอมให้ ลึกๆ  ในใจอยากแอบฟังว่าลูกคุยเรื่องอะไรกับใคร แม่มักบ่นเรื่องที่ลูกติดเล่นมือถือ กลัวว่าจะถูกผู้ชายหลอกลวง ยิ่งเห็นปัญญาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นวัยเรียนที่มีอยู่บ่อย ก็ยิ่งห่วงว่าจะเกิดปัญหากับลูกของตน ยิ่งเห็นลูกโตเป็นส่ว ก็ยิ่งห่วงเรื่อวการคบเพื่อน จึงไม่ปล่อยให้ลูกห่างสายตาตนเอง ลูกไปไหนมาไหนจะต้องคอยโทร.ติดตามอย่างใกล้ชิด

     ส่วนลูกก็รู้สึกอึดอัดที่แม่ไม่ปล่อยให้ตัวเองมีอิสระบ้าง และอายเพื่อนที่หาว่าเป็น "ลูกแหง่" บางครั้งจึงแอบไปไหนโดยไม่บอกแม่ เป็นเหตุให้มีปากเสียงกันบ่อย

     ส่วนพ่อที่ห่างเหินลูก ก็ตามใจลูกและปรนเปรอลูกด้วยเงินทองและสิ่งของที่ลูกอยากได้ทุกอย่างทำให้ "วินัย" ที่แม่ต้องการให้ลูกได้ฝึก เช่น การขีดวงเงินที่จะใช้ ของที่จะชื้อ ก็ทำไม่ได้ เพราะแม้แม่ไม่ใช้ก็อ้อนขอพ่อได้ทุกที (ผมสังเกตว่าครอบครัวที่พ่อมีกิ๊กเพราะความเจ้าชู้ปัญหาในลักษณะนี้ยิ่งมีความรุนแรง เพราะแม่จะเทใจทั้งหมดให้ลูก และเป็นห่วงลูกสาวมากยิ่งขึ้น ส่วนพ่อก็จะ "ไถ่บาป" ด้วยการตามใจลูกมากยิ่งขึ้น)

     เคยอ่านเจอว่า ถ้าจะแบ่างชนิดของพ่อแม่ โดยดูว่าด้านหนึ่งมีการตอบสนอง (responding) ต่อความต้องการของลูกมากน้อยเพียงใด และมีด้านหนึ่งมีการเรียกร้อง (demanding) ต่อลูกมากน้อยเพียงใด (เช่น การฝึกวินัย การให้ลูกช่วยงานบ้าน) ก็สามารถแบ่งพ่อแม่ได้เป็น 4 แบบ ได้แก่

     1. พ่อแม่แบบตามปล่อยปละ มีน้อยทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งตอบสนองน้อยและเรียกร้องน้อย ลูกจะรู้สึกถูกทอดทิ้ง ขาดความอบอุ่น และรู้สึกขาดแคลนทางวัตถุ

     2. พ่อแม่แบบตามใจ มีการตอนสนอง (ตามใจ) ลูกสูง แต่เรียกร้องลูกน้อย ทำให้เด็กกลายเป็น "ลูกบังเกิดเกล้า" เอาแต่ใจตัวเอง ไม่มีวินัย ช่วยตัวเองได้น้อย

     3. พ่อแม่แบบบังคับ (เผด็จการ) มีการเรียกร้องสูง แต่ตอนสนองน้อย ลูกต้องอยู่ในโอวาทของพ่อแม่จนโต กลายเป็นคนขาดความเชื่อมั่นใจตนเอง (มีข้อน่าสังเกตว่าพ่อที่เป็นทหารมีแนวโน้มจะเป็นแบบนี้)

     4. พ่อแม่แบบกัลยาณมิตร มีการเรียกร้องสูงและตอบสนองสูงทั้ง 2 ด้าน คือ มีความผูกพันใกล้ชิดลูก เข้าใจและเข้าถึงจิตใจลูก มีการตอบสนองต่อความต้องการของลูกอย่างสมเหตุสมผล ในขณะเดียวกันก็มีการเรียกร้องต่อลูกควบคุมกันไป พ่อแม่แบบนี้เป็นแบบที่พึงประสงค์ จะทำให้ลูกเติบโตเป็นอย่างดี

     ตัวอย่าง มีอยู่ครอบครัวหนึ่งพ่อแม่สามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ให้เกียรติ เคารพกัน มีอะไรหารือกันจนได้ทางออกที่ดีร่วมกันเสมอ ในการเลี้ยงลูกแม้มีความเห็นขัดแย้งกัน ก็ไม่ทะเลาะกันต่อหน้าลูก จะแอบหารือกันเมื่อได้ข้อตกลงก็ร่วมกันทำตามนั้นไม่มีใครแอบให้ท้ายลูกลับหลัง พ่อแม่มีความใกล้ชิด ผูกพัน เข้าใจ เข้าถึงลูก ฝึกวินัยลูก สอนให้ลูกคิดเป็นและรู้จักใช้ชีวิตที่สมดุล โดยพ่อแม่ทำตนเป็นต้นแบบ

     ตอนลูกอยากได้คอมพิวเตอร์ ก็มีข้อตกลงในกติการ่วมกันกับลูก เมื่อพบว่าลูกไม่ทำตาม ก็ตักเตือนหรือลงโทษตามกติกา ลูกก็ไม่กล้าแหกกฎและรู้จักมีวินัย รู้จักอดทนอดกลั้น ช่วยทำงานบ้าน แบ่งเวลาเรียนกับเล่นไป พอลูกขออัปเกรดเครื่องคอมพิวเตอร์ พ่อแม่ก็บอกให้ลูกอธิบายเหตุผลความจำเป็นและให้ไปค้นสเป๊กและราคามาเสนอ แล้วบอกให้ลูกช่วยทำงานให้พ่อแม่ช่วงปิดเทอม เพื่อแลกกับสิ่งที่ต้องการ ด้วยวิธีเลี้ยงลูกแบบนี้ร่วมกับการฝึกวินัยลูก ฝึกให้ลูกช่วยตนเองและช่วยเหลือผู้อื่น ลูกๆ นอกจากจะไม่ติดเกมติดมือถือ แล้วโตขึ้นลูกๆ ก็เรียนดี มีอาชีพดี และเป็นคนที่คิดเป็น ทำเป็น มีความสุข

     นี่แหละคือตัวอย่างของการเป็นพ่อแม่แบบกัลยาณมิตร ขอให้หันมามองดูว่าตนเองเป็นพ่อแม่แบบไหน แล้วพยายามปรับไปเป็นพ่อแม่แบบกัลยาณมิตรให้มากขึ้น

     ข้อสำคัญ พ่อกับแม่ต้องพูดคุยกันให้มีเอกภาพในการเลี้ยงลูกด้วยการให้เกียรติ ฟังกันด้วยสติเพื่อเป้าหมายร่วมกัน คือช่วยให้ลูกเจริญเติบโตเป็นคนที่แข็งแรงทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา

     นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 402