มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
นม พระเอกหรือผู้ร้าย
 
 

                        

     เป็นที่ทราบกันดีว่า นมเป็นแหล่งสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายหลายชนิด เช่น แคลเซียม วิตามินบี 2 วิตามินดี อีกทั้งเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี จึงทำให้นมนั้นเป็นอาหารที่ถูกคัดเลือกให้บรรจุอยู่โภชนบัญญัติและธงโภชนาการ

     กระทรวงสาธารณสุขแนะนำคนไทยดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย โดยเด็กที่กำลังเจริญเติบโตและวัยรุ่นปริมาณที่พอเหมาะคือ ดื่มวันละ 2-3 แก้ว ส่วนผู้ใหญ่ดื่มวันละ 1-2 แก้ว และควรเป็นนมพร่องมันเนย

     ข้อดีของนมและผลิตภัณฑ์นมนั้น นอกเหนือจากให้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายแล้ว สามารถหาชื้อได้ทั่วไปตามท้องตลาด ทำให้สะดวกต่อผู้บริโภคโดยเฉพาะในสังคมเมืองทุกวันนี้ที่มีแต่ความเร่งรีบอีกทั้งราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับอาหารประเภทอื่มในยุคข้าวยากหมากแพงเช่นนี้

     อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันนี้มีการกล่าวอ้างจากกลุ่มคนที่ต่อต้านการดื่มนม ว่านมเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ หลายชนิด เช่น โรคมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจและภูมิแพ้ โรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นต้น ซึ่งสร้างความสับสนให้กับผู้บริโภค จนทำให้บางคนมีความคิดว่า จะเลิกดื่มนมกันไปเลย ดังนั้น เรามาตามล่าหาความจริงกันว่า "Is milk bad for  you?""นม" ไม่ดีต่อสุขภาพของคุณจริงหรือ

"นม" ชนิดต่างๆ

     นมวัว นมที่ได้จากวัว โดยมีปริมาณของแคลเซียม วิตามินเอ วิตามินบี 2 และวิตามินดีสูง อีกทั้งเป็นแหล่งของโปรตีนคุณภาพดี

     นมควาย นมที่ได้จากควายเมื่อเปรียบเทียบกับนมวัว สารอาหารต่างๆ อยู่ในปริมาณที่ไม่แตกต่างกัน แต่นมควายมีจุดเด่น คือ มีปริมาณคอเลสเตอรอล ต่ำกว่านมวัว และปริมาณแคลเซียมและโปรตีนสูงกว่านมวัวเล็กน้อย นมควายก็มีข้อเสียคือ มีปริมาณไขมันอิ่มตัวมากกว่านมวัว มีราคาแพงและหาชื้อได้ยาก บวกกับทัศนคติของคนไทยซึ่งมักเปรียบเทียบความโง่ของคนกับควาย จึงทำให้นมควายไม่เป็นที่นิยมในไทย

     นมแพะ นมที่ได้จากแพะมีคุณค่าทางด้านโภชนาการใกล้เคียงกับนมวัว หากแต่มีปริมาณไขมันต่ำกว่าเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของแพะด้วย ราคาค่อนข้างแพง ทั้งนมควายและนมแพะนั้นไม่สามารถลดอาการแพ้นมวัว อันเกิดจากการแพ้น้ำตาลแล็กโทสได้ เพราะนมทั้ง 2 ชนิดนั้นก็มีน้ำตาลแล็กโทสเป็นส่วนประกอบเช่นกัน จึงอยากให้ผู้บริโภคพิจารณาให้ดีก่อนชื้อ

     นมถั่วเหลือง นมที่ได้จากถั่วเหลือง มีวิตามินและแร่ธาตุน้อยกว่านมที่ได้จากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะแคลเซียม แต่มีสารไอโซฟลาโวน หรือเอสโตรเจนของพืช มีคุณสมบัติคล้ายฮอร์โมนเทสโทรจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนของเพศหญิง ช่วยลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งเต้านม โรคกระดูกพรุน และลดอาการของหญิงวัยหมดประจำเดือน

     นมจืด นมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อและไม่ปรุงแต่งรสหรือกลิ่นใด ซึ่งจะทำให้ได้กลิ่นและรสของนมวัวโดยแท้

     นมปรุงแต่ง นมที่ปรุงแต่งด้วยสี กลิ่น หรือรส มักมีการเติมน้ำตาลซูโครสเพิ่ม และมีรสหลากหลาย อาทิ กาแฟ กล้วย ช็อกดกแลต สตอเบอร์รี่ นมชนิดนี้ไม่เหมาะกับผู้ป่วยเบาหวานหรือผู้ที่ต้องการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด

     นมเปรี้ยว นมที่หมักด้วยจุลินทรีย์ที่ไม่ทำให้เกิดโรค (เช่น แล็กโทบาซิลลัส) ใส่ลงไปหมักผลิตภัณฑ์นมต่างๆ แบคทีเรียเหล่านี้ช่วยย่อยน้ำตาลแล็กโทสในนมให้เป็นกรดแล็กติก จึงช่วยแก้ปัญหาใหกับผู้ที่ดื่มนมสดแล้วท้องเสียหรือท้องอืดได้ มีทั้งแบบดื่มและแบบครีม

     นมพร่องมันเนย นมที่แยกไขมันออกไปบางส่วน ให้เหลือไขมันในปริมาณน้อย นมพร่องมันเนยจึงให้พลังงานต่ำ แต่จะขาดวิตามินที่ละลายในไขมัน เช่น เอ ดี อี และ เค จึงไม่เหมาะสำหรับเด็กในวัยเจริญเติบโต หากแต่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมระดับไขมันในเลือด หรือปัญหาเรื่องน้ำหนักตัว

     นมขาดมันเนย นมที่แยกไขมันไปเกือบทั้งหมด นมชนิดนี้มีวิตามินและแร่ธาตุต่ำกว่า นมจืดและนมพร่องมันเนย จึงไม่เหมาะกับเด็กและวัยรุ่น

     นมพาสเจอร์ไรส์ นมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อเฉพาะที่ก่อโรคเท่านั้นด้วยความร้อนสูง (75 องศาเซลเซียส) ภายในระยะเวลารวดเร็ว (15 วินาที) ทำให้นมมีคุณค่าทางอาการอยู่ครบถ้วนมีความสดใหม่ กลิ่นหอมและคุณภาพดีแต่ระยะเวลาในการเก็บรักษาจะสั้น คือประมาณ 7 วัน

     นมยูเอชที นมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้มากขึ้นด้วยความร้อนสูง (140 องศาเซลเซียส) ภายในเวลา 4 วินาที มีอายุการเก็บรักษาที่อุณหภูมิห้องประมาณ 6-9 เดือน แต่เมื่อเปิดกล่องแล้วต้องเก็บในตู้เย็นเท่านั้น

     นมสเตอริไลส์ นมสดที่ผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อจุลินทรีย์ได้ทั้งหมดด้วยความร้อนสูง (115-120 องศาเซลเซียส) ภายในเวลา 20-30 นาที จึงทำให้มีอายุการเก็บรักษานานถึง 1 ปี แต่จะทำให้วิตามินที่สำคัญบางตัว เช่น วิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 สูญเสียไปด้วย อีกทั้งมีราคาค่อนข้างแพง

นมกับโรคมะเร็ง

     มีการกล่าวอ้างว่านมทำให้เกิดโรคมะเร็งในกลุ่มคนทางตะวันตก เช่น มะเร็งต่อมลูกหมาก เนื่องจากมีงานวิจัยชิ้นหนึ่งทำการศึกษาพบว่าผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมากมีความสัมพันธ์กับการดื่มนม

     อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่ากลุ่มผู้ป่วยมะเร็งมีการกินอาหารที่มีไขมันปริมาณสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ติดมัน และตอนท้ายของรายงานนี้ยังสรุปอีกด้วยว่า ไม่ยืนยันว่านมทำให้เกิดโรคมะเร็งต่อผู้บริโภคจำเป็นศึกษาวิจัยเพิ่มเติม

     หลังจากนั้นมีงานวิจัยใหม่ออกมาหลายฉบับ ได้ข้อสรุปคือปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานยืนยัน ทั้งงานวิจัยทางด้านระบาดวิทยา และงานวิจัยในห้องปฏิบัติการ ว่านมเป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งชนิดต่างๆ หากแต่ในทางตรงกันข้ามพบว่านมมีผลต่อการลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งลำไส้ โดยสารอาหารที่เป็นพระเอกในการป้องกันคือ แคลเซียม

     นอกจากนี้ เคซีน (casein) เวย์โปรตีน (whey) และโบไวน์ แล็กโทเฟอร์ริน (bovine lactoferrin) ก็มีส่วนช่วยป้องกันมะเร็ง โดยโบไวน์ แล็กโทเฟอร์รินมีฤทธิ์กระตุ้นเซลล์ระบบภูมิคุ้มกัน (Natural killer cell) ให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และสามารถกระตุ้นให้เซลล์มะเร็งเกิดการตายแบบ Apoptosis ในเซลล์มะเร็งเต้านม เซลล์มะเร็งลำไส้ และเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหาร โดยแล็กโทเฟอร์รินสามารถควบคุมการแสดงออกของยีนที่ทำหน้าที่ควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ มีรายงานวิจัยเพิ่มเติมจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติของประเทศญี่ปุ่นว่าแล็กโทเฟอร์รินสามารถกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ Caspase-1 และ สาร interleukin-18 (IL-18) ส่งผลสำคัญในการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็ง และแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง

     นอกจากนี้มีรายงานวิจัยพบว่าการใส่นมลงไปในชา สามารถช่วยเพิ่มฤทธิ์ยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้และมะเร็งเต้านมในหนู

นมกับโรคหัวใจและหลอดเลือด

     มีการกล่าวอ้างว่าการดื่มนมมีผลต่อระดับคอเลสเตอรอลในเลือด และส่งผลทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ

     ข้อเท็จจริงคือ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานวิจัยทางระบาดวิทยาใดๆ ที่ยืนยันว่านมทำให้ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดเพิ่มสูงขึ้นจนผิดปกติและทำให้เกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ

     ในทางตรงกันข้ามกลับมีรายงานว่านมและผลิตภัณฑ์นมประเภทนมเปรี้ยวชนิดครีมและนมเปรี้ยวพร้อมดื่ม สามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล ซึ่งส่งผลให้ลดอัตราการเกิด โรคหัวใจและหลอดเลือดสมองตีบตันได้

     นอกจากนี้ นมยังมีไขมันชนิดหนึ่งที่พบมากในเยื่อหุ้มเซลล์ ชื่อ Sphingomyelin รายงานว่าสารนี้สามารถช่วยเพิ่มระดับของคอเลสเตอรอลชนิดดีหรือเอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL cholesterol) ได้และช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดเลวหรือแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL cholesterol) ลงได้

     ยังมีหลักฐานยืนยันอีกว่าหากให้อาสาสมัครที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดดื่มผงโกโก้ร่วมกับนม ทำให้ค่าลิพิดโพรไฟล์ของอาสาสมัครดีขึ้น โดยมีค่าดีเอชดีแอลที่สูงขึ้น และแอลดีแอลต่ำลงเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับเครื่องดื่มผงโกโก้เพียงอย่างเดียว

     นอกจากสารดังกล่าวแล้ว สารอาหารพระเอกที่พบมากอย่างแคลเซียมจากผลิตภัณฑ์นม ยังส่งผลดีมากในเรื่องของการลดน้ำหนักและการลดปริมาณไขมันในร่างกายได้เช่นกัน ซึ่งจะต่างจากแคลเซียมที่อยู่ในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

นมกับโรคภูมิแพ้

     มีการกล่าวอ้างว่านมเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบ หอบหืด ลำไส้ใหญ่อักเสบเป็นแผล ท้องเสียเรื้อรัง

     ข้อเท็จจริงคือ นมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพ้ แต่อาการแพ้นมเกิดจาก อาการแพ้น้ำตาลแล็กโทสที่อยู่ในนม เนื่องจากร้อยละ 80 ของคนเอเชียขาดเอนไซม์แล็กเทสที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทสเมื่อดื่มนมเข้าไป จุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้จะนำน้ำตาลแล็กโทสไปใช้ เกิดการสร้างกรดและแก๊ส ทำให้เกิดอาการปวดท้อง เสียดท้อง แน่นท้อง และท้องเสียหลังจากดื่มนม ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับโรคภูมิแพ้ เนื่องจากเกิดโรคภูมิแพ้เกี่ยวข้องกับเซลล์ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

     อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการแพ้นม คือโปรตีนที่อยู่ในนม มักพบในเด็กทารกเนื่องจากทารกมีน้ำย่อยที่ยังไม่สมบูรณ์ อาจทำให้โปรตีนโมเลกุลใหญ่ของนมถูกดูดซึมไปได้ ก่อให้เกิดอาการ แพ้โปรตีนของนมเช่น เป็นผื่นคัน ท้องเดิน อาเจียน หรือหอบ จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมเด็กทารกควรดื่มนมแม่ดีที่สุด อาการแพ้โปรตีน จะเกิดขึ้นในเด็กทารกช่วง 1-2 ปีแรกเมื่อเด็กโตขึ้น ระบบน้ำย่อย จะเข้าสู่ภาวะสมบูรณ์อาการเหล่านี้จะหายไปเมื่อเข้าสู่วัยเรียนและไม่ค่อยพบในวัยผู้ใหญ่

     ส่วนคำกล่าวที่ว่าการดื่มนมทำให้เกิดการสร้างเมือก (Mucus) มากขึ้นที่ลำไส้และทางเดินหายใจ ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันในคนปกติ

     สำหรับผู้ป่วยโรคหอบหืด มีรายงานวิจัยกล่าวว่าถ้าดื่มนมอาจจะทำให้เกิดการสร้างเมือกมากขึ้นได้ และมีรายงานวิจัยที่ตีพิมพ์ขัดแย้งกันเป็นจำนวนมากจนยังหาข้อสรุปไม่ได้

     อย่างไรก็ตาม สภาโรคหอบหืดแห่งชาติของออสเตรเลียรายงานว่า ปัจจุบันยังไม่มีงานวิจัยที่ยืนยันได้ว่าเมื่อผู้ป่วยโรคหอบหืดงดดื่มนมจะช่วยลดอาการหอบได้ อีกทั้งยืนยันว่านมไม่ได้ทำให้เกิดเมือกในระบบหายใจเพิ่มขึ้น

     สำหรับสาเหตุที่ทำให้ผู้บริโภคบางกลุ่มเชื่อว่านมทำให้มีการผลิตเยื่อเมือกมากขึ้น National Dairy Council กล่าวว่าเกิดจากความรู้สึก (Sensory perceptions) ของผู้บริโภค คือเมื่อดื่มนมเข้าไปแล้วจะรู้สึกลื่น เหมือนมีอะไรมาเคลือบที่ลิ้น เพราะหลังจากดื่มนมเข้าไปแล้ว milk emulsion จะเข้าไปเคลือบลิ้นและภายในลำคอของเราชั่วคราวเท่านั้น เพียงแค่ดื่มน้ำเปล่าตามความรู้สึกนี้ก็จะหายไป ซึ่งพบว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับปริมาณการสร้างเยื่อเมือกในร่างกายแต่อย่างใด

     นอกจากโรคที่กล่าวมาแล้วยังมีการกล่าวอ้างที่ว่านมทำให้เกิดโรคอื่นๆ อีกเช่น โรคกระดูกพรุน สิวอักเสบ สมาธิสั้น กระตุ้นให้เด็กสาวเข้าสู่ภาวะวัยรุ่นเร็วขึ้น เนื่องจากได้รับฮอร์โมนที่อยู่ในนมวัวมากเกินไป ทั้งนี้เมื่อสืบหาข้อมูลจากงานวิจัยที่น่าเชื่อถือได้ล้วนได้ข้อสรุปที่ว่าขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าว

     ทั้งนี้ เมื่อเกิดโรคในคน อาหารเป็นปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็จริง แต่มีปัจจัยอื่นที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันได้แก่ พันธุกรรม เพศ อายุ สิ่งแวดล้อม รูปแบบการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ซึ่งการกล่าวหาว่านมเพียงอย่างเดียวเป็นตัวการที่ทำให้เกิดโรคต่างๆ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

                                    

     ผู้เขียนขอแนะนำว่าการดื่มนมในปริมาณมากที่เหมาะสมกับร่างกายของคนไทย ตามที่ในธงโภชนาการระบุไว้จะทำให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย และไม่ควรดื่มมากเกินไป ควรมีการกินอาหารให้หลากหลายด้วยและถ้าจะให้ดีนั้นขอแนะนำให้เลือกชนิดของนมที่ดื่มด้วย

     สำหรับผู้ที่ต้องควบคุมไขมันในร่างกายนั้นควรจะเลือกดื่มนมพร่องมันเนย (Low fat milk) หรือนมขาดมันเนย (Skim milk)

     ส่วนคนปกติหากดื่มปริมาณที่ไม่มากเกินไปและมีการออกกำลังกายที่เหมาะสม สามารถเลือกดื่มชนิดใดก็ได้

     กรณีของคนที่เพิ่งจะเริ่มหันมาดื่มนมให้สบายท้องคือ ขอให้ดื่มทีละน้อยก่อน แล้วค่อยเพิ่มปริมาณควรดื่มนมหลังอาหาร ที่สำคัญคือไม่ควรดื่มนมขณะท้องว่าง แต่ให้ดื่มหลังอาหาร หรือพร้อมกับอาหาร เช่นอาจกินขนมปังตอนเช้า พร้อมกับนม 1 กล่อง โดยแบ่งดื่มทีละครึ่งกล่องก็ได้ เมื่อทำอย่างนี้บ่อยๆ ร่างกายจะเริ่มปรับตัวได้ สามารถลดอาการไม่สบายท้อง แน่นท้อง และท้องเสียได้

 ถ้าทดลองวิธีข้างต้นแล้วยังมีอาการไม่สบายท้องอยู่ อาจเปลื่ยนไปกินนมเปรี้ยวชนิดครีม หรือนมเปรี้ยวพร้อมดื่มแทนได้ เพราะเชื้อจุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปทำหน้าที่ย่อยน้ำตาลแล็กโทส ที่อยู่ในนมแล้ว

     ผู้ที่ปฏิบัติตามวิธีดังกล่าวแล้วอาการไม่ดีขึ้น หรือแพ้นมจริงๆ สามารถเลือกผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้ เช่น นมถั่วเหลือง ผักใบเขียว และปลาตัวเล็ก เพื่อไม่ให้ร่างกายขาดแคลเซียม

     สุดท้ายนี้อยากฝากถึงผู้บริโภคว่า ปัจจุบันเป็นยุคของโลกออนไลน์ ข้อมูลทุกอย่างสามารถสืบค้นได้จากอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าเราอยากรู้เรื่องอะไรเพียงแค่พิมพ์แล้วกดปุ่ม Enter ก็จะมีข้อมูลทุกอย่างขึ้นมาให้เลือกอ่านได้อย่างสบายใจ แต่ข้อเสียของโลกออนไลน์ก็คือ ข้อมูลที่ได้มีทั้งจริงและไม่จริง อีกทั้งยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาดูแลอย่างจริงจัง ปัญหาเกี่ยวกับการหลอกลวงผู้บริโภคหรือนำเสนอข้อมูลให้ผู้บริโภคเข้าใจแบบผิดๆ ยังมีให้เห็นกันอยู่มาก ผู้บริโภคจึงต้องระวังและมีการไตร่ตรองข้อมูลที่รับมา โดยพิจารณาให้รอบคอบ

     ทั้งนี้อาจนำหลักคำสอนของพระพุทธองค์ ใน"กาลามสูตร" ที่ท่านสอนไม่ให้เชื่อสิ่งต่างๆ อย่างงมงาย 10 ประการ ซึ่งเป็นหลักธรรมที่ดีมากและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน ดังคำที่กล่าวว่า ศรัทธาต้องมาคู่กับปัญญาเสมอ โดยผู้เขียนขอยกความดีให้กับ รศ.ดร.แก้ว กังสดาลอำไพ ซึ่งเป็นอาจารย์ของผู้เขียนเอง ที่ท่านมีส่วนช่วยให้เข้าใจหลักธรรมข้อนี้มากขึ้น

     ดังนั้น หากผู้บริโภคจะเชื่อข้อมูลข่าวสารด้านอาหารและโภชนาการ ควรพิจารณาอย่างรอบคอบที่ต้นตอของที่มาว่าน่าเชื่อถือได้เพียงไร หรือถ้าไม่แน่ใจก็ให้ถามไปที่นักโภชนาการ หรือนักวิชาการ ถ้าต้องการสืบค้นข้อมูลในเว็บไซต์ ขอแนะนำให้หาข้อมูลจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือได้ เช่น

     - สำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

     - สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

     - สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

     - สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

     - เว็บไซต์ของต่างประเทศ ได้แก่ U.S. Food and Drug Administration, Food and Nutrition Service และ National Dairy Council

เอกสารอ้างอิง

     1. รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล. ดื่มนมตอนท้องว่าง. หมอชาวบ้าน. เล่มที่ 225 เดือน/ปี 12/2540.

     2. PARODI, P. W. 2012. Impact of cows' milk estrogen on cancer risk. International Dairy Journal. 22, 3-14.

     3. TSUDA, H. SEKINE, K., USHIDA, Y., KUHARA, T., TAKASUKA, N., IIGO, M., HAN, B. S. & MOORE, M.A. 2000. Milk and dairy products in cancer prevention: focus on bovine lactoferrin. Mutation Research/Reviews in Mutation Research, 462, 227-233.

     4.WEISBURGER, J.H., RIVENSON, A., GARR, K. & ALIAGA, C. 1997. Tea, of tea and milk, inhibit mammary gland and colon carcinogenesis in rats. cancer Letters, 114, 323-327

     ดร.ดาลัด ศิริวัน (สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์)

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 398 ขอบคุณภาพประกอบจาก : อินเทอร์เน็ต