มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
พาราเซตามอล (Paracetamol)
 


โครงสร้างทางเคมี 3 มิติ ของพาราเซตามอล

พาราเซตามอล (Paracetamol) หรือ อะเซตามีโนเฟน (acetaminophen) (นิยมเรียกในสหรัฐอเมริกา) เป็นยาที่สามารถจำหน่ายได้โดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์ (OTC) มีฤทธิ์บรรเทาอาการยาแก้ปวดและ

ลดไข้ ซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่มักใช้เพื่อบรรเทาไข้ อาการปวดศีรษะ และอาการปวดเมื่อย และรักษาให้กายจากโรคหวัดและไข้หวัด พาราเซตามอลประกอบด้วยยาแก้อักเสบชนิดไม่ใช่สเตรอยด์ (NSAIDs)

และโอปิออยด์ พาราเซตามอลมักใช้รักษาอาการปวดพื้นฐานถึงการปวดอย่างซับซ้อน

โดยทั่วไปพาราเซตามอลจะปลอดภัยต่อมนุษย์หากได้รับในปริมาณที่เหมาะสม แต่หากได้รับปริมาณมากเกินไป (เกิน 100 มิลลิกรัมต่อโดส หรือ 4,000 มิลลิกรัมต่อวันในผู้ใหญ่ หรือเกิน 2,000

มิลลิกรัมต่อวันสำหรับผู้ดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์) จะทำให้เกิดความเสียหายต่อการทับงานของตับได้ แต่ผู้ป่วยบางรายที่รับประทานในปริมาณปกติก็สามารถส่งผลต่อตับได้เช่นเดียว

กับผู้ที่รับในปริมาณมากเกินไปเช่นกัน แต่หากกรณีดังกล่าวพบได้น้อยมาก อันตรายจากการใช้ยานี้จะมากขึ้นในผู้ดื่มแอลกอฮอล์ พิษของพาราเซตามอลสามารถทำใหเเกิดภาวะตับล้มเหลวซึ่งมีการพบ

แล้วในโลกตะวันตก อาทิในสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์

ประวัติ

ในสมัยโบราณจะใช้เปลือกต้นหลิว (willow) เป็นยาแก้ไข้ (antipyretic) ในขณะนั้นรู้กันว่าสารเคมีในเปลือกหลิว คือ ซาลิซิน (salicins) ซึ่งสามารถจะเปลี่ยนเป็นแอสไพรินได้ และทราบด้วยว่าสารเคมี

ที่อยู่ในเปลือก ซิงโคน่า (cinchona) ใช้เป็นยารักษามาลาเรียได้ คือ ควินนิน (quinine) และมีฤทธิ์เป็นยาแก้ไข้ได้ด้วย

ในช่วงทศวรรษ 1880เกิดการขาดแคลนต้น ซิงโคน่า จึงได้มีการหาทางเลือกสำหรับยาลดไข้และได้ค้นพบยาลดไข้ตัวใหม่ ดังนี้
- พบ อะซิตานิไลด์ (Acetanilide) ในปี ค.ศ. 1886
- พบ ฟีนาซิติน (Phenacetin) ในปี ค.ศ. 1887

ในขณะที่ ฮาร์มอน นอร์ทรอป มอร์ส (Harmon Northrop Morse) สามารถสังเคราะห์ พาราเซตามอลได้ในปี ค.ศ. 1873 โดยปฏิกิริยารีดักชั่น พารา-ไนโตรฟีนอล (p-nitrophenol) กับ ดีบุกในกรดน้ำส้ม

(acetic acid) พาราเซตามอลไม่ได้ถูกใช้เป็นยาเกือบยี่สิบปี จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1893ได้มีการตรวจพบพาราเซตามอล ในปัสสาวะของผู้ที่ใช้ยาฟีนาซิตินและในปีค.ศ. 1899 พบว่าพาราเซตามอลเป็นเม

ตาโบไลต์ ของ อะซิตานิไลด์

ในปี ค.ศ. 1948 เบอร์นาร์ด บรอดี้ และ จูเลียส อะเซลรอด ได้ทดลองใช้ อะซิตานิไลด์ ในโรค เมตทีโมโกบินีเมีย (methemoglobinemia) เขาพบว่าฤทธิ์บรรเทาอาการปวดของอะซิตานิไลด์ เกิดจาก

พาราเซตามอลซึ่งเป็นเมตาโบไลต์ ของ อะซิตานิไลด์ และพาราเซตามอลมีผลข้างเคียงน้อยกว่าอะซิตานิไลด์ มาก ตั้งแต่นั้นมาพาราเซตามอลก็ถูกใช้เป็นยาแก้ไขแก้ปวดกันอย่างแพร่หลาย
- ค.ศ. 1955 พาราเซตามอลวางตลาดในสหรัฐอเมริกา ชื่อการค้าว่า Tylenol
- ค.ศ. 1956 พาราเซตามอลวางตลาดในประเทศอังกฤษ ชื่อการค้าว่า Panadol

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/commons/thumb/1/12/Panadol_suppositories.jpg/120px-Panadol_suppositories.jpg

http://upload.wikimedia.org/wikipedia/th/thumb/f/f0/Tylenol.jpg/120px-Tylenol.jpg

500mg Panadol suppositories

300 gelcaps_500mg_enlarge

สรรพคุณ

ใช้แก้ปวดลดไข้เหมือนแอสไพริน แต่ไม่มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบ
เป็นยาที่ไม่ระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ไม่ทำให้เลือดออกง่าย และไม่ค่อยแพ้ จึงเหมาะที่จะใช้แก้ปวดลดไข้แทนแอสไพริน ในรายที่เป็นโรคกระเพาะ/แผลเพ็ปติก แพ้แอสไพริน ในผู้ป่วยที่มีไข้สูงซึ่งสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออก หรือเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ที่สงสัยจะเป็นไข้หวัดใหญ่ หรืออีสุกอีใส

ขนาดและวิธีใช้

1. ชนิดกิน
เด็กให้กินชนิดน้ำเชื่อม (120 มก.ต่อช้อนชา) หรือยาเม็ด (500 มก.) ให้ตามอายุ ดังนี้ อายุต่ำกว่า 1 ปี ครั้งละ
1/2 ช้อนชา, อายุ 1-4 ปี 1 ช้อนชา (1/4 เม็ด), อายุ 4-7 ปี 1 1/2 ช้อนชา, อายุ 7-12 ปี 1 1/2-2 ช้อนชาหรือ
1/2 เม็ด (500 มก.) หรือ 1 เม็ด (325 มก.)
ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1-2 เม็ด (500 มก.)
ถ้าไม่หายให้ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรกินเฉพาะเวลามีอาการ
2. ชนิดฉีด ให้ฉีดเข้ากล้าม
ผู้ใหญ่ ครั้งละ 1/2 - 1 หลอด
เด็ก ครั้งละ 1/4 - 1/2 หลอด
ควรใช้เฉพาะในรายที่อาเจียน กินไม่ได้

ผลข้างเคียง

ยานี้อาจมีพิษต่อตับ ถ้าใช้ขนาดมากเกินไป อาจทำให้ตับวายได้

ข้อควรระวัง

1.ที่สำคัญ คือ ยานี้เป็นพิษต่อตับ ถ้าเกินในขนาดมาก (มากกว่า 140 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม) เช่น ผู้ใหญ่
ครั้งละ 7-10 กรัม, เด็ก ครั้งละ 1.5-3 กรัม ทำให้เซลล์ตับถูกทำลาย กลายเป็นโรคตับวายเฉียบพลัน (มีอาการ
ดีซ่าน ซึม เพ้อ ชัก ไตวาย ซึ่งจะเกิดหลังกินยา 24-48 ชั่วโมง) ตายได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัย ในเด็กไม่ควร
ใช้เกินวันละ 1,200 มก. และผู้ใหญ่ไม่ควรกินวันละ 4 กรัม ควรระมัดระวังในการใช้ในผู้ป่วยพิษสุราเรื้อรัง
หรือโรคตับ
2.บางคนอาจเกิดอาการแพ้ยาได้ เป็นผื่นคัน ลมพิษ ถ้าเป็นรุนแรงอาจเกิดอาการหอบหืด ภาวะแพ้ยาชนิดนี้
พบได้ค่อนข้างน้อย
3.ในกรณีที่กินพาราเซตามอลเกินขนาดมาก ๆ ถ้าพบในระยะ 3-4 ชั่วโมงหลังกินยา ควรรีบทำให้อาเจียน เช่น
ใช้นิ้วล้วงเข้าไปเขี่ยผนังลำคอ หรือให้กิน ไอพีแคกน้ำเชื่อม (Syrup of Ipecac) กระตุ้นให้อาเจียน
ยาที่ใช้ต้านพิษ ได้แก่ อะเซทิลซิสเตอีน (Acetylcysteine) มีชื่อทางการค้า เช่น ฟลูมิวซิล (Fluimucil)
โดยครั้งแรกให้กินขนาด 140 มก.ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม, 4 ชั่วโมงต่อมา ให้ขนาด 70 มก.ต่อน้ำหนักตัว
1 กิโลกรัม ทุก 4 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 17 ครั้ง (ยานี้ใน 1 ซองมีตัวยา 100 หรือ 200 มก.) จะช่วยป้องกันการ
เกิดพิษต่อตับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าให้กินภายใน 8-16 ชั่วโมงหลังกินพาราเซตามอล (แม้หลัง 24 ชั่วโมง
ก็ควรให้ยาต้านพิษ)
วิธีใช้ ให้ผสมอะเซทิลซิสเตอีน ในน้ำเปล่า น้ำผลไม้ หรือน้ำอัดลม ในสัดส่วนยา 1 ส่วนต่อน้ำ 2 ส่วน (ขอบคุณข้อมูลจาก thailabonline.com,wikipedia)