มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
แอสไพลิน (Aspirin)
 


โครงสร้างทางเคมี 3 มิติ ของแอสไพริน

แอสไพริน (Aspirin) หรือ อะซิทิลซาลิไซลิก แอซิด (acetylsalicylic acid) เป็นยาในกลุ่มซาลิไซเลต (salicylate) นิยมใช้เป็นยาบรรเทาปวด ยาลดไข้ (antipyretic) และ ลดการอักเสบ มีผลต้านการแข็งตัวของเลือด (anticoagulant) ในปริมาณการใช้ต่ำๆ และระยะยาวใช้ป้องกันโรคหัวใจ

แอสไพรินเป็นชื่อทางการค้าของไบเออร์ ประเทศเยอรมนี บางประเทศใช้ชื่อแอสไพรินเป็นชื่อสามัญ บางประเทศใช้ชื่อย่อจาก อะซิทิลซาลิไซลิก แอซิด คือ ASA พบว่ามีความสัมพันธ์ระหว่างแอสไพรินและอาการรีอายส์ (Reye's syndrome) จึงไม่ใช้แอสไพรินรักษาอาการไข้ในเด็ก

ในปริมาณการใช้ต่ำๆ และระยะยาวพบว่าแอสไพรินมีผลยับยั้งการสร้างทรอมโบเซน A2 (thromboxane A2) ในเกล็ดเลือด (platelet) ทำให้เกิดการยับยั้งการรวมกันของเกล็ดเลือด (platelet aggregation) ซึ่งเป็นผลให้เลือดไม่แข็งตัว ปริมาณการใช้แอสไพรินที่ให้ผลนี้คือขนาด 75 หรือ 81 มก. ในรูปยาเม็ด สำหรับในโรคหัวใจเฉียบพลันสามารถใช้แอสไพรินในปริมาณการใช้สูงได้ด้วย

ประวัติแอสไพริน

ค.ศ. 1763 เอ็ดวาร์ด สโตน (Edward Stone) แห่งออกฟอร์ดเชีย (Oxfordshire) ประเทศอังกฤษ พบว่าเปลือกหลิว (willow) มีสรรพคุณลดไข้ได้

ค.ศ. 1828 เฮนรี่ เลอร๊อกซ์ (Henri Leroux) เภสัชกรชาวฝรั่งเศส และ ราฟฟาเอล ปีเรีย (Raffaele Piria) นักเคมีชาวอิตาลีสามารถสกัด ซาลิซิน (salicin) ในรูปผลึกได้ซึ่งมีสมบัติทางเคมีเป็นกรดอย่างแรงในสารละลายที่อิ่มตัวจะมี pH = 2.4 และต่อมาพบว่าสารตัวนี้เป็น กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) นั่นเอง

ค.ศ. 1897 ฟิลิกซ์ ฮอฟฟ์แมน (Felix Hoffmann) นักวิจัยของไบเออร์ได้เปลี่ยนแปลง หมู่ฟังก์ชันไฮดรอกซิล ของกรดซาลิไซลิกด้วยอะซิทิล กรุ๊ฟ ได้เป็น อะซิทิล เอสเตอร์ (acetyl ester) หรือ อะซิทิลซาลิไซลิก แอซิด (acetylsalicylic acid) ซึ่งเป็นสารเคมีที่สังเคราะห์ขึ้นโดยไม่เลียนแบบธรรมชาติเป็นตัวแรกของโลกด้วย และที่สำคัญสารเคมีตัวใหม่มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเดิมมาก ฟิลิกซ์ได้ทดลองยาตัวนี้กับพ่อของเขาซึ่งเป็น โรคข้ออักเสบ ปรากฏว่าได้ผลดีและไม่มีอาการข้างเคียงด้วย เขาจึงเสนอบริษัทฯ ให้ทำตลาดยาตัวนี้

ค.ศ. 1899 วันที่ 6 มีนาคม ไบเออร์ได้จดสิทธิบัตรยาตัวนี้โดยใช้ชื่อการค้าว่า "แอสไพริน"

สรรพคุณ

1.ลดไข้ แก้ตัวร้อน
2.แก้อาการปวดทุกชนิด เช่น ปวดหัว ปวดหู ปวดตา ปวดฟัน ปวดกล้ามเนื้อ ปวดหลัง ปวดข้อ ประจำเดือน ปวดแผล เป็นต้น (ยกเว้น ปวดโรคกระเพาะ/แผลเพ็ปติก ห้ามใช้)
3.มีฤทธิ์เป็นยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์ ใช้แก้อาการปวดข้อ ข้ออักเสบ
4.ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดสมอง และหัวใจ

สรรพคุณอย่างอื่น

นักวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด แนะนำให้กินยาแอสไพรินเม็ดขนาด 300 มิลลิกรัม วันละ 1 เม็ด ติดต่อกันเป็นเวลา 5 ปี จะป้องกันมะเร็งลำไส้ได้

ขนาดและวิธีใช้

1.แก้ปวดลดไข้
0-1 ปี ห้ามใช้
เด็กอายุ 1-5 ปี ให้เบบี้แอสไพริน (75 มก.) ครั้งละ 1 เม็ดต่ออายุ 1 ปี (เช่น อายุ 1 ปีให้ 1 เม็ด , 2 ปีให้ 2 เม็ด)
หรือแอสไพริน (325 มก.) ขนาด 1/4 เม็ด (หนึ่งเสี้ยว) ต่ออายุ 1 ปี (ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ)
เด็กอายุ 5-10 ปี ให้แอสไพรินครั้งละ 1 - 1 1/2 เม็ด
เด็กอายุมากกว่า 10 ปี และผู้ใหญ่ ให้แอสไพรินครั้งละ 2 เม็ด
กินเวลามีอาการ ถ้าไม่หาย ซ้ำได้ทุก 4-6 ชั่วโมง ควรกินหลังอาหารหรือพร้อมนม และดื่มน้ำตามมาก ๆ
2. แก้ข้ออักเสบ ให้ขนาด 1 1/2 เท่า ของขนาดที่ใช้แก้ปวดลดไข้ เช่น ผู้ใหญ่ ครั้งละ 3 เม็ด วันละ 4 ครั้ง
หลังอาหารและก่อนนอน
3. ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดสมอง และหัวใจ ให้แอสไพรินครั้งละ 75-325 มก. วันละครั้งหลังอาหาร
เช้าเป็นประจำทุกวัน

ผลข้างเคียง

อาจทำให้เกิดโรคกระเพาะ เลือดออกง่าย และแพ้ยาได้

ข้อควรระวัง

1.ที่สำคัญและพบบ่อย คือ การระคายเคืองต่อกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดโรคกระเพาะ/แผลเพ็ปติก กระเพาะ
อาหารอักเสบ ถ้ารุนแรงอาจทำให้กระเพาะอาหารทะลุ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายดำ ควรกินหลังอาหาร หรือพร้อม
นม และควรดื่มน้ำตามมาก ๆ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ในผู้ป่วยโรคกระเพาะ/แผลเพ็ปติก
2.อาจเกิดอาการแพ้ เป็นลมพิษ ผื่นคัน หอบหืดได้
3.ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่เคยมีประวัติแพ้ยานี้ และผู้ป่วยโรคหืด ลมพิษ หวัดจากการแพ้ ที่เคยมีอาการกำเริบจากการ
ใช้แอสไพริน หรือยาในกลุ่มต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตอรอยด์
4.ถ้าใช้ขนาดสูง อาจทำให้หูอื้อ มีเสียงดังในหูได้
5.ถ้ากินเกินขนาดมาก ๆ อาจเกิดพิษต่อร่างกาย เกิดภาวะเลือดเป็นกรด (acidosis) เป็นอันตรายได้
6.ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีประวัติซีดเหลืองบ่อยจากโรคโลหิตจาง จากเม็ดเลือดแดงแตก เพราะจะทำให้เกิดอาการ
ซีดเหลืองได้
7.ทำให้เลือดออกง่าย เพราะยานี้จะยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด (platelets aggregation) จึงห้ามใช้
ในผู้ป่วยที่สงสัยจะมีเลือดออก เช่น ไข้เลือดออก โรคเลือดต่าง ๆ ( เช่น ไอทีพี, ฮีโมฟิเลีย) ขณะเดียวกัน ก็นำมา
ใช้ป้องกันการเกิดลิ่มเลือด ในหลอดเลือดหัวใจ และสมอง
8.ไม่ควรใช้ในเด็กต่ำกว่า 1 ขวบ อาจทำให้เลือดออกง่าย และไม่ควรใช้ในเด็กต่ำกว่า 12 ปี ที่เป็นไข้หวัดใหญ่
หรืออีสุกอีใส อาจทำให้เป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye 's syndrome) ซึ่งมีอันตรายร้ายแรงถึงตายได้
9.ไม่ควรใช้ในหญิงตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนคลอด อาจทำให้คลอดยาก และตกเลือดได้ง่าย และอาจทำให้
ทารกมีภาวะเลือดออกง่าย

ข้อห้ามใช้

ห้ามใช้ในคนที่แพ้ยานี้ คนที่เป็นโรคกระเพาะ/แผลเพ็ปติก, โรคโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงแตก, ไข้เลือดออก,
หญิงตั้งครรภ์ในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนตลอด, เด็กอายุต่ำกว่า 1 ปี, เด็กที่เป็นไข้หวัดใหญ่หรืออีสุกอีใส

เสริมรายละเอียด

ยาแก้ปวดลดไข้ชนิดซองที่มีจำหน่ายในท้องตลาด เช่น ทัมใจ, บวดหาย, ประสะบอแรด, เอเอ็นที, ยาแก้เด็กตัวร้อน
ตราหัวสิงห์ เป็นต้น ก็ล้วนเป็นยาแอสไพริน (ขอบคุณข้อมูลจาก thailabonline.com,wikipedia)