มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
การอักเสบกับโรคหัวใจและหลอดเลือด
 
 

การศึกษาค้นคว้าวิจัยถึงตัวทำนายโรคหัวใจและหลอดเลือดในสตรีของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดล่าสุดได้เปลี่ยนแปลงความเข้าใจเกี่ยวกับสมมุติฐานการเกิดโรคหัวใจไปอย่างใหญ่หลวง จุดเด่นของการค้นพบได้ปรับโฉมหน้าจากการให้น้ำหนักต่อไขมันในเลือดเป็นวายร้ายสำคัญแต่เพียงผู้เดียว เพราะพบว่าการอักเสบในกระแสโลหิตเป็นแนวร่วมมีความสำคัญไม่ด้อยไปกว่าไขมันเท่าใดนัก

ข้อมูลจาก พญ.คุณสวรรยา เดชอุดม กรรมการมูลนิธิหัวใจแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ ระบุว่า แบบฉบับเดิมของการเกิดหัวใจพิบัติและอัมพาต เกิดจากการพบตะกรันไขมันในหลอดเลือดจากผลการชันสูตรศพทหารเกณฑ์ในสงครามเกาหลี ทำให้เกิดสมมุติฐานว่าโรคหัวใจและหลอดเลือดเป็นโรคที่ค่อยเป็นค่อยไป ใช้เวลาเป็นสิบ ๆ ปี รักษาง่าย ควบคุมได้ และผลจากการติดตามการเกิดโรคอย่างต่อเนื่อง ทำให้สามารถทำนายโรคได้ พอประมาณ อีกทั้งการพัฒนาการรักษาอย่างต่อเนื่องทั้งทางยา การตกแต่งขยายหลอดเลือดหัวใจและสมอง และการผ่าตัดทำให้รักษาหายได้ แต่ขบวนการเหล่านี้ ยังไม่สามารถลดอัตราตายที่เกิดจากโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างแท้จริง เพราะยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเท่าใดนัก 

อย่างไรก็ตาม ยังมีชายประมาณ 1 ใน 5 หรือ ร้อยละยี่สิบที่ไม่เป็นไปตามคำทำนาย ด้วยปัจจัยเสี่ยง 4 ประการของสมมุติฐานการเกิดโรคหัวใจ อันได้แก่ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือด และโรคเบาหวาน เขาเหล่านั้นเสียชีวิตกะทันหันเมื่อมีอาการเป็นครั้งแรก และบางครั้งก็ไม่มีอาการปรากฏขึ้นเลย คล้ายกับนอนหลับไม่ตื่นไปเฉย ๆ
ในชายไทยจากการศึกษา ติดตามการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดต่อเนื่องระยะยาว พบว่าระดับไขมันในเลือดมีน้ำหนักไม่มากนักต่อการเกิดอัมพาตและหัวใจพิบัติหรือภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน (Heart Attack) สำหรับฝ่ายหญิงก็ไม่เป็นไปตามคำทำนายตามสูตรที่กำหนดเท่าใดนัก หัวใจพิบัติและอัมพาตยังเกิดขึ้นในผู้ที่ปราศจากปัจจัยเสี่ยงทั้ง 4 ประการที่กล่าวข้างต้น อีกทั้งการทดสอบสมรรถภาพหัวใจยังให้ผลไม่แน่นอน มากถึงร้อยละ 25-30 ภาพที่คิดตามสมมุติไว้ยังไม่ครอบคลุมยังมีช่องว่างที่จะต้องเติมให้ครบเต็มจึงยังเห็นได้ไม่ชัดเจนแจ่มแจ้ง

ด้วยระบบเทคโน โลยีใหม่ ๆ ทำให้มีการ พัฒนาเครื่องมือการตรวจโรคหัวใจและหลอดเลือดขึ้นมาหลายประเภท เช่น การตรวจหลอดเลือดด้วย High Speed spiral CT scan การตรวจด้วย Intravascular Ultra- sound เมื่อเปรียบเทียบกับการฉีดสารทึบแสงในหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ พบว่าหลอดเลือดหัวใจบางครั้งไม่ได้มีการตีบรุนแรงก่อนหน้าที่จะอุดตัน ด้วยเหตุนี้ทำให้การตรวจสมรรถภาพหัวใจบางครั้งจึงไม่พบการแสดงส่อว่ามีหลอดเลือดหัวใจตีบ ซึ่งสถิติเดิมมีประมาณร้อยละ 20 ณ ปัจจุบันดูเหมือนจะเพิ่มมากขึ้น ๆ กว่าครึ่งของคนหัวใจพิบัติมีระดับไขมันในเกณฑ์ปกติ และในขณะเดียวกันกลับพบว่า การอักเสบมีความสัมพันธ์กับโรคหัวใจและหลอดเลือด อย่างมีนัยสำคัญ เช่น 

จากการวิจัยพบว่า การพบร่องรอย การอักเสบด้วยระดับ CRP (C-Reactive Protein) สูง เป็นอาการแสดงว่า มีตะกรันไขมันในหลอดเลือด แม้ว่าคนคนนั้นยังมีสุขภาพดี การพบครั้งนี้ได้เชื่อมรอยต่อของส่วนที่ขาดหายไป ทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า สารส่อการอักเสบในเลือดเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อการอุดตันของหลอดเลือด 

การอักเสบทำให้ตะกรันปริร่อนและฉีกขาดเป็นอันตรายถึงชีวิตได้อย่างไร จากสมมุติฐานเดิมที่แสดงไว้ว่า ไขมันชนิดความหนาแน่นต่ำ (Low Density Lipoprotein: LDL) ที่ติดพลังได้แทรกตัวข้ามแนวรั้วกั้นของเซลล์แถวเดียวที่ทำหน้าที่เป็นเยื่อบุภาย ในผนังหลอดเลือด (Endothelium) ซึ่งเป็นหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ทำให้กระตุ้นระบบ  ภูมิคุ้มกัน เม็ดเลือดขาวที่เปรียบเสมือนทหาร ลาดตระเวนจึงเข้าจับกุม และฝังตัวลง ณ ตำแหน่งนั้น ต่อมาระบบภูมิคุ้มกันได้ปล่อยสาร Cytokines มาเพื่อจำกัดและสลายผู้รุกราน ขบวนการนี้ทำให้ตะกรันบอบบางลง

กระนั้นก็ตามแม้ว่าความรู้ใหม่ตามสมมุติฐานของการอักเสบช่วยปะติดปะต่อให้เห็นภาพชัดเจน แต่ยังไม่ทำให้ความสำคัญของระดับไขมันลง ในทางการรักษาก็ยังให้ความสำคัญ และยังต้องควบคุมระดับไขมันในหลอด เลือดไว้อย่างเดิม ร่วมกับ ความดันโลหิตสูง และการสูบบุหรี่ เพราะปัจจัยเหล่านี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดตะกรัน อีกทั้งยังให้เฉพาะเจาะจงที่จะลดระดับ LDL ให้ต่ำกว่า 130 mg/L ตามกำหนดให้เป็นการป้องกันก่อนการเกิดโรคของ NCEP (the National Cholesterol Education Program) สำหรับการอักเสบนั้นน่าจะเป็นตัวการที่ทำให้ตะกรันปริมากกว่า ถ้ามีเพียงแต่การอักเสบแต่ไม่มีตะกรัน ก็จะไม่มีปัญหา

จากการรวบรวมผลการศึกษาวิจัย 2,000 รายการ เรื่องความสัมพันธ์ของการอักเสบด้วยระดับ CRP (C-Reactive Protein) นี้ พบว่าหญิงที่มีไขมันคอเลสเตอ รอลต่ำ High sensitivity CRP (Hs-CRP) and serum amyloid มีบทบาทสำคัญในการทำนายหัวใจพิบัติได้ แม้กระทั่งในรายที่มีระดับ LDL ต่ำกว่า 130 mg/dl ยังเกิดหัวใจพิบัติได้

ดังนั้น NIH (the National Institutes of Health) ได้ลดระดับไขมันชนิดไม่ดีหรือแอลดีแอลคอเลสเตอรอล (LDL) เป้าหมายลงมาเป็น 100 mg/dl ถ้าจะดีจริงอาจต้องให้ลงมาจนถึง 65 mg/dl             

ดังนั้นระดับไขมันในเลือดที่พึงประสงค์ ณ ปัจจุบัน LDL ต่ำกว่า 100 mg/dl ไขมันชนิดดีหรือ เอชดีแอลคอเลสเตอรอล (HDL) เท่ากับ หรือสูงกว่า 60 mg/dl และ คอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol) ต่ำกว่า 200 mg/dl

การอักเสบก็อาจไม่สำคัญนักถ้าระดับ LDL เท่ากับ หรือต่ำกว่า 100 mg/dl แต่ ในความเป็นจริงแล้วการจะลด LDL ให้ได้ ในระดับที่พึงประสงค์นั้นจะยากมากถ้าไม่มียากลุ่ม Statin ช่วยด้วย นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 2005 European Clinical Study พบว่า การวัดระดับการอักเสบ (systemic inflammation) ให้ประโยชน์ในการทำนายโรคหัวใจและหลอดเลือด ทัดเทียมกับระดับไขมันในเลือดเช่นกัน

รวบรวมข้อมูลโดย ดร.อภิสิทธิ์ ฉัตรทนานนท์ ประธานมูลนิธิคุณแม่คุณภาพ.

นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ (ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์)