มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
เป็นลมหรือลมชัก
 
 
     เช้าวันหนึ่งมีผู้ป่วยเป็นหญิงสาวมาขอรับการตรวจรักษากับผู้เขียน

     "ป่วยเป็นอะไรมาครับ"

     "หนูเป็นลมบ่อยๆ ค่ะ" ผู้ป่วยตอบ

     ผู้เขียนจดบันทึกลงในเวชระเบียนเสร็จแล้วก็เงยหน้ามองผู้ป่วยด้วยความประหลาดใจ เลยบอกผู้ป่วยว่า

     "อะไรกันยังอายุไม่มาก ทำไมถึงป่วยเป็นโรคคนแก่ เพราะหนุ่มสาวมักจะไม่เป็นลมบ่อยเหมือนคนอายุมากๆ แล้วทำไมจึงคิดว่าตัวเองเป็นลมบ่อยละครับ มีอาการผิดปกติอย่างไร"

     "คือว่า หนูลืมตัวบ่อยๆ จนมีคนทัก"

     "ก่อนเกิดอาการลืมตัว มีอาการเตือนหรือมีอาการผิดปกติอย่างไรครับ" ผู้เขียนซักประวัติต่อ

     "ไม่มีอาการอะไรเลยค่ะ จู่ๆ ก็ไม่รู้สึกตัวไปเฉยๆ"

     "ไม่มีอาการหน้ามืด หน้าซีด หาวบ่อยๆ เหงื่อแตก หมดเรี่ยวหมดแรงนำมาก่อนหรือครับ"

     "ไม่มีค่ะ"

     "การหมดสติสัมพันธ์กับท่าทางหรือไม่ครับ เช่น มักเกิดขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าจากนอนเป็นนั่ง หรือจากนั่งเป็นยืน"

     "ไม่มีค่ะ ถ้าจะเป็นแม้แต่นอนหรือนั่งเฉยๆ ก็เป็นค่ะ" ถึงตอนนี้ก็รู้ว่าไม่ใช่อาการเป็นลม เพราะถ้าใช่จะมีอาการตามที่ได้ถามไป

     "ลักษณะอย่างนี้น่าจะเป็นโรคลมชักชนิดหนึ่งนะครับ จะเรียกว่าชักอ่อนๆ หรือชักเล็กๆ ก็ได้"

     ผู้ป่วยทำท่าไม่เข้าใจ พร้อมกับถามว่า

     "ถ้าอาการของหนูเป็นชักเล็กๆ แล้วชักใหญ่ๆ มันเป็นอย่างไรค่ะ"

     "ถ้าชักใหญ่ ก็หมายถึงการชักเกร็งหรือกระตุกทั้งตัว ตามที่คนทั่วไปเข้าใจกันนั่นแหละครับ"

     "แล้วคุณมีอาการผิดปกติอื่นๆ ร่วมด้วยหรือเปล่า" ผู้เขียนซักต่อ

     "ไม่มีนี่ค่ะ เช่นอะไรหรือค่ะ"

     "เช่นปัสสาวะราด" ผู้เขียนก็ถามเหมือนซักประวัติผู้ป่วยโรคลมชักทั่วไป

     "ไม่มีค่ะ" ผู้ป่วยตอบพร้อมกับทำท่าเขินอาย

     เรื่องความรู้สึกอายเวลาปัสสาวะนี่ ผู้เขียนสังเกตว่ามักจะเกิดกับหญิงสาวและมักจะสวยมากกว่ากลุ่มอื่นๆ เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งเคยเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เวลาเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะจะต้องทำเสียประกอบเพื่อกลบเสียงปัสสาวะ ผู้เขียนยังอึ้งว่าอะไรจะปานนั้น แค่ปล่อยให้มันค่อยๆ ไหลก็น่าจะพอ ผิดกับเพื่อนอีกคนหนึ่งพอปัสสาวะทีไรแทบจะแยกไม่ออกว่ากำลังปัสสาวะหรือเปิดก๊อกน้ำ อันนี้ก็ตรงกันข้ามไปเลย จริงๆ แล้วการที่มีความรู้สึกอายต้องกลั้นปัสสาวะบ่อยๆ ก็เป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้หญิงเป็นกระเพาะปัสสาวะอักเสบมากกว่าผู้ชาย อันนี้ขอนอกเรื่องไปซักเล็กน้อย มาเข้าเรื่องลมซักกันต่อดีกว่า

     การที่แพทย์ถามเรื่องปัสสาวะราดก็เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรคลมซักที่จะมีอาการอย่างนี้ร่วมด้วย นอกจากนี้ก็มีอย่างอื่นเช่น ล้มฟาด กัดลิ้น หรือได้รับบาดเจ็บต่างๆ ในขณะที่หมดสติ ผู้ป่วยรายนี้ไม่กัดลิ้น ไม่ล้มฟาดแต่จะได้รับอุบัติเหตุจากการหมดสติหลายครั้ง ผู้เขียนเลยถามว่า

     "มีใครสักเกตว่าคุณมีท่าทางหรือทำอะไรแปลกๆ ไปไหม"

     ผู้ป่วยตอบ "บ่อยเลยค่ะ แต่หนูไม่รู้สึกตัว รู้แต่ว่าบางครั้งก็คุ้นเคยกับสถานที่นั้นทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอมาก่อน บางครั้งก่อนลืมตัวก็ได้กลิ่นเหม็นเขียวด้วยค่ะ"

     ผู้เขียนเลยอธิบายต่อว่าสิ่งที่ถามนี้คืออาการเตือนก่อนเกิดลมซัก เช่น มีท่าทางแปลกๆ ความรู้สึกแปลกๆ หูแว่ว ประสาทหลอน ดังนั้นผู้ป่วยรายนี้จึงเป็นลมซัก และเป็นตัวอย่างที่ดีในการช่วยให้เข้าใจความแตกต่างบางอย่างระหว่างอาการเป็นลมและโรคลมซัก

     นอกจากนี้ ยังมีรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ อีก เช่น ปัจจัยเสี่ยงและอาการตามหลัง เป็นต้น แต่ในฉบับนี้ขอเพียงให้ผู้อ่านพอแยกแยะได้ว่ามีการเป็นลม กับโรคลมซักนั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร

     นพ. พินิจ ลิ้มสุคนธ์

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 398