มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
'โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตาย'
 
 
      ปัจจุบันเราจะได้ยินข่าวการฆ่าตัวตายจากสื่อต่าง ๆ มากขึ้น หลายครั้งที่สังคมเกิดคำถามว่าอะไรเป็นปัจจัยให้คนเราฆ่าตัวตาย  ทางองค์การอนามัยโลกคาดการณ์ว่า ในปีหนึ่งจะมีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นจำนวนมากกว่า 1 ล้านคน เมื่อคิดเฉลี่ยต่อเวลาจะพบว่ามีผู้ฆ่าตัวตายสำเร็จ 1 คน ทุก 40 วินาทีและมากกว่าร้อยละ 70 ของผู้ที่ฆ่าตัวตายเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าแต่ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง และในขณะเดียวกันผู้ป่วยโรคซึมเศร้านั้นมีโอกาสฆ่าตัวตายสูงเป็น 20 เท่าเมื่อเทียบกับประชากรทั่วไป  จะเห็นว่าทั้งภาวะการฆ่าตัวตายและโรคซึมเศร้านั้นมีความเชื่อมโยงกัน การสูญเสียจากการฆ่าตัวตายมิใช่เพียงแค่สูญเสียทรัพยากรบุคคล หรือสูญเสียทางเศรษฐกิจ อันเนื่องมาจากบุคคลซึ่งกระทำการฆ่าตัวตายเท่านั้น หากแต่ยังมีการสูญเสียทางจิตใจเกิดขึ้นกับผู้ที่อยู่รอบตัวของบุคคลที่กระทำการฆ่าตัวตายอีกด้วย ทางองค์การอนามัยโลกพบว่า การฆ่าตัวตายส่งผลกระทบต่อจิตใจของพ่อแม่ พี่น้อง สามีภรรยาและเพื่อน ๆ ของผู้ตายอีกอย่างน้อย 5-10 คน นั่นคือ มีคนประมาณ 5-10 ล้านคนต่อปีได้รับผลกระทบทางจิตใจจากผู้ซึ่งกระทำการฆ่าตัวตายในปัจจุบันนี้
    
      จากการศึกษาร่วมกันระหว่าง องค์การอนามัยโลก มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด และธนาคารโลก เพื่อคาดการณ์ภาระโรค (Burden of disease) ที่มีต่อประชากรในทุกภูมิภาคของโลก ปรากฏว่าโรคซึมเศร้า ได้เปลี่ยนแปลงอันดับของโรคที่เป็นภาระจากอันดับที่ 4 ในปี ค.ศ.1990 มาเป็นอันดับที่ 2 ในปี ค.ศ. 2020 นั่นหมายถึงว่า โรคซึมเศร้าจะก่อให้เกิดความสูญเสียด้านสุขภาพของประชากรโลกเป็นเท่าตัวภายในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ การป้องกันการฆ่าตัวตายอันเกิดจากโรคซึมเศร้าที่ดีที่สุดคือ การที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยโรคโดยเร็วและได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี
    
      ผู้ที่มีอาการซึมเศร้านั้นมิได้หมายความว่าจะต้องเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป เพราะในความเป็นจริงแล้ว อารมณ์เศร้าเป็นอารมณ์ด้านลบชนิดหนึ่งซึ่งทางจิตวิทยาถือว่า เป็นสภาวะอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นปกติได้เป็นครั้งคราวกับบุคคลทั่วไปเมื่อเผชิญกับ การสูญเสีย การพลาดในสิ่งที่หวัง การถูกปฏิเสธ แต่คนที่เป็นโรคซึมเศร้านั้นอาการเศร้าจะมากเกินควรและอยู่นานเกินไป ไม่ดีขึ้นแม้ได้รับกำลังใจหรืออธิบายด้วยเหตุผล  มักมีความรู้สึกด้อยค่า รู้สึกผิด อยากตายร่วมด้วยและต้องมีผลกระทบต่อหน้าที่การงาน กิจวัตรประจำวันและการสังคมทั่วไปของบุคคลนั้น
    
      จิตแพทย์ใช้เกณฑ์การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า จากกลุ่มอาการดังต่อไปนี้อย่างน้อย 5 อาการโดยอาการเหล่านี้มักเกิดขึ้นแทบทั้งวันและเป็นเกือบทุกวันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 2 สัปดาห์ตลอดจนทำให้เสียหน้าที่การงานหรือบทบาททางสังคม กลุ่มอาการดังกล่าวได้แก่
    
      1.มีอารมณ์เศร้า ทั้งที่ตนเองรู้สึกและคนอื่นสังเกตเห็น
    
      2.ความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมปกติที่เคยทำทั้งหมด หรือแทบทั้งหมดลดลงอย่างมาก
    
      3.น้ำหนักลดลงหรือเพิ่มขึ้น (มากกว่าร้อยละ 5  ต่อเดือน)/เบื่ออาหาร 
    
      4.นอนไม่หลับ
    
      5.ทำอะไรช้า เคลื่อนไหวช้าลง หรือบางคนอาจกระสับกระส่าย อยู่ไม่สุข
    
      6.เหนื่อยอ่อนเพลียหรือไม่มีแรง
    
      7.รู้สึกตนเองไร้ค่าหรือรู้สึกผิดมากเกินควร
    
      8.สมาธิหรือความคิดอ่านลดลง
    
      9.คิดถึงเรื่องการตายอยู่ซ้ำ ๆ หรือคิดฆ่าตัวตาย มีแผนการฆ่าตัวตายหรือพยายามฆ่าตัวตาย
    
      สาเหตุการเกิดโรคซึมเศร้ามีความซับซ้อน เกิดจากหลาย ๆ ปัจจัยร่วมกัน เช่น การเปลี่ยนแปลงของชีวเคมีในสมองที่ส่งผลต่อการแสดงอาการของโรคซึมเศร้า และปัจจัยทางสังคมจิตใจมักเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ส่วนปัจจัยทางพันธุกรรมจะเอื้ออำนวยให้บุคคลที่มีแนวโน้มจะเกิดโรคซึมเศร้าอยู่แล้วเกิดโรคได้ง่ายขึ้น โรคซึมเศร้ามักพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่าเพศชายด้วยความแตกต่างทางชีวภาพ และยังพบได้บ่อยในผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคทางกายเรื้อรัง ผู้ที่ใช้สุราและสารเสพติด และผู้ที่ประสบกับวิกฤติของชีวิตที่ไม่สามารถจัดการได้อย่างถูกวิธี
    
      โรคซึมเศร้านั้น เรื้อรังและเป็นซ้ำได้ระยะเวลาของการเกิดอาการที่ไม่ได้รับการรักษาจะอยู่ประมาณ 3-16 เดือน แต่อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยก็จะได้รับความทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง หากไม่ได้รับการรักษาและส่วนหนึ่งก็จะฆ่าตัวตายตามที่ได้กล่าวไว้แล้วข้างต้น
    
      การรักษาโรคซึมเศร้ามีอยู่ 2 วิธีที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์คือ การรักษาด้วยยาและการรักษาทางจิตใจที่เรียกว่า “จิตบำบัด” วิธีการรักษาขึ้นกับความรุนแรงของอาการซึมเศร้าและการตัดสินใจร่วมกันระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ แต่การรักษาที่ดีที่สุดคือ การรักษาด้วยยาและการรักษาทางจิตใจร่วมกัน  การรักษาด้วยยานั้นผู้ป่วยควรรับประทานยาอย่างต่อเนื่องและไม่ควรหยุดยาเองเพราะอาจทำให้เกิดการกลับเป็นซ้ำของโรคได้ ผู้ป่วยส่วนหนึ่งมีความจำเป็นต้องรับประทานยาต่อเนื่องแม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้วเพื่อป้องกันมิให้โรคกลับเป็นซ้ำอีก อย่างไรก็ตามผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ผู้ทำการรักษาเกี่ยวกับการรับประทานยาของตนเองอย่างละเอียด ยาที่ใช้รักษาโรคซึมเศร้านั้นจะออกฤทธิ์โดยผ่านกลไกปรับชีวเคมีในสมองให้สมดุล ผู้ป่วยบางรายอาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยจากการรักษาช่วงแรกได้บ้าง ซึ่งการพูดคุยกับแพทย์ ซึ่งทำการรักษาเกี่ยวกับวิธีจัดการกับอาการข้างเคียงดังกล่าวจะช่วยให้อาการดังกล่าวทุเลาลงได้ การรักษาทางจิตใจที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันมีหลายวิธี เช่น การปรับความคิดและพฤติกรรม เนื่องจากเราพบว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าส่วนใหญ่มักมีความคิดด้านลบส่งผลต่ออารมณ์เศร้าของตนเอง นอกจากนี้การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอก็มีส่วนช่วยป้องกันมิให้โรคซึมเศร้ากลับมาเป็นซ้ำได้เช่นกัน
    
      ญาติของผู้ป่วยซึมเศร้านั้นมีบทบาทอย่างยิ่งในการช่วยดูแลผู้ป่วย ร่วมกับแพทย์ผู้รักษาโดยการให้กำลังใจแก่ผู้ป่วย พยายามทำความเข้าใจว่า โรคซึมเศร้านั้นทำให้ผู้ป่วยก็รู้สึกเป็นทุกข์ทรมานเพียงใด และผู้ป่วยเองก็มิได้อยากเป็น แต่บางครั้งอาการของโรคก็ทำให้ผู้ป่วยไม่อยากจะทำกิจกรรมใด ๆ จนอาจทำให้ญาติอาจเกิดความเข้าใจว่า ผู้ป่วยไม่พยายามช่วยเหลือตัวเองให้ดีขึ้น การเปิดใจกว้างทำความเข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้าจะสามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจ และมีส่วนร่วมในการทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้
    
      โรคซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายนั้นมีความสัมพันธ์กัน และเราทุกคนก็สามารถมีส่วนช่วยในการป้องกันมิให้เกิดการสูญเสียจากการฆ่าตัวตายได้โดยการหมั่นเอาใจใส่ และคอยสังเกตตัวเราเองและคนข้างเคียงเพื่อให้สุขภาพจิตที่ดีนั้นอยู่กับเราและครอบครัวตลอดไป มิเกิดปัญหาซึมเศร้าและการฆ่าตัวตายตามมา
                  
      ข้อมูลจาก นายแพทย์ปทานนท์  ขวัญสนิท สถาบันจิตเวชศาสตร์ สมเด็จเจ้าพระยา

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์