มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
ยารักษาโรคเบาหวาน
 
 

ภก.ดร.วิรัตน์ ทองรอด
มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ

โรคเบาหวาน (diabetes mellitus)

     คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากความผิดปกติของฮอร์โมนอินซูลิน (insulin) ทั้งนี้เพราะฮอร์โมนอินซูลินที่สร้างขึ้นมาในร่างกายของเรามีหน้าที่ในการนำน้ำตาลจากเลือดเข้าสู่เซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะต่างๆ เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานของร่างกาย

     โดยปกติแล้วอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่กินเข้าไปใช้เป็นพลังงาน จะต้องถูกย่อยที่ทางเดินอาหารไปเป็นน้ำตาลขนาดเล็กๆ แล้วจึงถูกดูดซึมเข้าสู่เลือด กระจายไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกายและต้องอาศัยฮอร์โมนอินซูลินในการนำน้ำตาลเหล่านี้เข้าสู่เซลล์เนื้อเนื่อเ และเยื่อและอวัยวะต่างๆ นำไปใช้เป็นพลังงานในที่สุด

     ทว่าภาวะที่มีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกตินี้ เกิดจากความผิดปกติของอินซูลิน ซึ่งอาจเกิดจากปริมาณฮอร์โมนอินซูลินที่มีน้อยกว่าปกติ หรือบางคนอาจมีระดับฮอร์โมนเป็นปกติแต่อินซูลินที่มีอยู่นี้ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติก็ได้

สังเกตว่าเป็นโรคเบาหวานได้อย่างไร

     คำว่า "เบาหวาน" ที่เป็นชื่อเรียกโรคนี้มาจากคำไทยสองคำ คือ "เบา" ซึ่งหมายถึง ปัสสาวะ และ "หวาน" ซึ่งหมายถึงรสชาติหวาน เมื่อนำมาผสมกันก็จะหมายถึงโรคที่มีปัสสาวะรสหวาน หรือมีนัยว่ามีน้ำตาลละลายอยู่ในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวานซึ่งไม่พบในคนปกติ ทั้งนี้เพราะในเลือดมีน้ำตาลอยู่มากเกินไป น้ำตาลที่มีปริมาณสูงเกินไปนี้จะถูกขับทิ้งออกมาในปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะมีรสหวานของน้ำตาล

     นอกจากนี้ ในผู้ป่วยเบาหวานจะมีปัสสาวะบ่อยๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ต้องตื่นกลางดึกมาเข้าห้องน้ำเพื่อปัสสาวะบ่อยขึ้น มีอาการอ่อนเพลีย หิวบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า เป็นต้น

ผู้ป่วยเบาหวานมากกว่าครึ่งไม่รู้ตัวว่าเป็นโรคเบาหวาน

     ยิ่งไปกว่านั้นมีรายงานสำรวจพบว่า "กว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน" หรือผู้ป่วยจำนวนมากเป็นโรคเบาหวานแล้ว แต่ไม่รู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคเบาหวาน

     เมื่อไม่รู้ตัวว่าเป็นก็ไม่ได้ไปหาหมอเพื่อให้การรักษาส่งผลให้โรคลุกลามเป็นมากขึ้น บางคนเป็นมากจนรู้สึกชาตามปลายมือปลายเท้า หรือตาเริ่มมองไม่เห็นหรือเป็นโรคไตแล้วจึงมาพบแพทย์ ทำให้ได้รับการรักษาช้ากว่าที่ควร

ใครคือผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน

     ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ "ผู้ที่อ้วน มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวานอายุตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป และ/หรือเป็นโรคความดันโลหิตสูง"

     ควรจะสังเกตความผิดปกติของตนเอง เช่น ปัสสาวะบ่อยขึ้นโดยเฉพาะกลางคืน มีอาการอ่อนเพลียหิวบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า เป็นต้น และควรไปตรวจน้ำตาลในเลือดเป็นประจำทุกปี จะได้ช่วยคัดกรองโรคเบาหวานแต่เนิ่นๆ จะได้ป้องกัน หรือได้รับการรักษาตามความเหมาะสม

ถ้าควบคุมเบาหวานไม่ได้ จะเกิดผลอย่างไร

     ดังที่ได้กล่าวไว้ตั้งแต่ต้นแล้วว่า โรคเบาหวานคือระดับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งน้ำตาลที่ละลายอยู่ในเลือดนี้ถ้ามีระดับสูงอยู่เป็นระยะเวลานานๆ จะส่งผลเสียต่อระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ เสื่อมสภาพไป และส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ ที่เป็นปัญหาสำคัญและพบได้บ่อย ได้แก่ ปลายมือปลายเท้า ไต ตา เป็นต้น

     ดังนั้น จึงควรควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในภาวะปกติ ทั้งนี้เพื่อสุขภาวะของอวัยวะต่างๆ

ถ้าเป็นเบาหวานแล้วจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างไร

     คงจะยังจำได้ใช่ไหมครับว่า น้ำตาลในเลือดมาจากไหน? ก็มาจากอาหารที่เรากินเข้าไป และเป็นอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเท่านั้น ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า คาร์โบไฮเดรต (carbohydrate) ได้แก่ ข่าว ข่าวเหนียว ขนมปัง แป้ง โรตี ขนมจีน น้ำตาล ฯลฯ

     อาหารประเภทแป้งและน้ำตาลนี้แหละเมื่อกินเข้าไปแล้ว จะถูกย่อยเป็นน้ำตาลแล้วดูดซึมเข้าไปในเลือด ถ้ากินอาหารประเภทนี้พอประมาณ ก็จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี

อาหารและการออกกำลังกาย เป็นคำตอบที่ดีที่สุด

     อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวช่วยอย่างดีในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดคือการออกกำลังกาย โดยเริ่มทีละเล็กทีละน้อย ค่อยเป็นค่อยไป จนสามารถออกกำลังกายให้ได้ตั้งแต่ 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ และแต่ละครั้งนาน 30 นาทีขึ้นไป ก็จะช่วยให้ร่างกายควบคุมน้ำตาลในเลือดให้ดียิ่งขึ้น

     การออกำลังกายไม่เพียงแต่จะดีต่อโรคเบาหวานเท่านั้น ยังส่งผลดีเลิศต่อทุกระบบของร่างกายอีกด้วยเปรียบได้กับ "ยาวิเศษ" ที่ช่วยเสริมสมรรถนะและความแข็งแรงของการทำงานของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจและหลอดเลือด ระบบทางเดินหายใจทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบประสาท ระบบขับถ่าย ฯลฯ ช่วยให้การทำงานของร่างกายเป็นปกติพักผ่อนได้เต็มที่ อารมณ์สดชื่น แจ่มใส

การใช้ "ยารักษาเบาหวาน" อย่างชาญฉลาด

     สำหรับผู้ที่เป็นโรคเบาหวานแล้ว ควรจะใช้อย่างไรเพื่อให้ผลการรักษาอย่างดีที่สุด ทำให้เกิดประสิทธิภาพปลอดภัย และประหยัด

     1. ควรปรึกษาหารือเรื่องการกินอาหารและการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร

     ข้อที่สำคัญที่สุดในการรักษาโรคเบาหวานเพราะว่ายาที่จะใช้นี้เพื่อช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูงหรือต่ำเกินไป เพื่อไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

     เหตุที่ยกข้อนี้สำคัญที่สุด เพราะน้ำตาลในเลือดจะสูงจะต่ำขึ้นอยู่กับอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป ถ้ากินข้าวมากขึ้น ระดับน้ำตาลในเลือดก็จะสูงขึ้น ถ้าเราลดปริมาณข้าวลง จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลงตามไปด้วย

     นอกจากข้างซึ่งเป็นแป้งชนิดหนึ่งแล้ว ยังรวมถึงอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ข้างเหนียว ขนมปัง โรตี ขนมจีน มันฝรั่ง บะหมี่ น้ำหวาน ฯลฯ

     ในโรคเบาหวานจะมีระดับน้ำตาลในเลือดผิดปกติ ซึ่งก็มาจากอาหารแป้งและน้ำตาลที่่เรากินเข้าไปเมื่อเรากินยารักษาเบาหวานก็ต้องการให้ไปออกฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลให้เป็นปกติ ซึ่งยาจะไปออกฤทธิ์กับน้ำตาลในเลือด และน้ำตาลในเลือดมาจากอาหาร

     ดังนั้น จึงควรใช้ยารักษาเบาหวานให้สัมพันธ์กับอาหารแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป จึงจะได้ผลดีและไม่เกิดปัญหาตามมาภายหลัง

     ขอยกตัวอย่างดังนี้

     "คุณสมชายเป็นโรคเบาหวาน และต้องใช้ยาลดระดับน้ำตาลในเลือด โดยมีวิธีใช้ครั้งละ 1 เม็ด วันละ 2 ครั้ง หลังอาหารเช้าและเย็น ซึ่งถ้าคุณสมชายกินอาหารวันละ 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็คงไม่เป็นปัญหา

     แต่ถ้าคุณสมชายกินอาหารเพียงวันละ 2 มื้อ คือ ตอนกลางวันและตอนเย็น และถ้าคุณสมชายกินยามื้อเช้า ยามื้อนี้ก็จะออกฤทธิ์...โดยที่ยังไม่ได้กินอาหาร

     ผลของการกินยามื้อเช้า แต่ไม่ได้กินอาหารเช้าก็อาจทำให้ยาไปลดระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำเกินไปจนเกิดอาการอ่อนเพลีย เวียนศรีษะ ใจสั่น หวิวหวิว และเป็นลมได้"

     บางคนระดับน้ำตาลต่ำมากจนเกิดอันตรายขึ้นได้ จึงขอสรุปการใช้ "ยารักษาเบาหวาน" อย่างชาญฉลาด ข้อแรกว่า "ควรปรึกษาหารือเรื่องการกินอาหารและการใช้ยากับแพทย์หรือเภสัชกร" เพื่อการใช้ยารักษาเบาหวานให้สัมพันธ์กับอาหารแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไป จะได้เกิดประโยชน์ในการใช้ยาไม่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง หรือต่ำเกินไปหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนระยะยาวอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

     ถ้าได้ยาไม่สัมพันธ์กับอาหาร เพราะด้วยภาวะสังคมปัจจุบันที่เร่งรีบไปเสียทุกอย่าง อาหารการกินก็อาจไม่ได้ตรงเวลาเสมอไป จึงควรไปปรึกษาเรื่องการใช้ยารักษาเบาหวานกับแพทย์ หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาเสมอ

     2. ควรใช้ยารักษาเบาหวานอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

     ข้อถัดมาที่สำคัญเช่นกันคือ การใช้ยารักษาเบาหวานอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพราะยามีฤทธิ์ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้สูง หรือต่ำเกินไปตราบใดที่คนเรายังกินอาหาร ซึ่งต้องประกอบด้วยแป้งและ/หรือน้ำตาลเสมอ ตราบนั้นก็ยังคงต้องใช้ยารักษาโรคเบาหวานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ถึงแม้ว่าอาการผิดปกติของโรคเบาหวาน เช่น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน มีอาการอ่อนเพลีย หิวบ่อย ชาตามปลายมือปลายเท้า จะกลับมาเป็นปกติแล้วก็ตาม

     ขอย้ำอีกครั้งว่า ระดับน้ำตาลในเลือดที่ผิดปกตินี้ เกิดจากแป้งและน้ำตาลที่เรากินเข้าไปนอกจากยาแล้ว เรื่องปริมาณแป้งและน้ำตาลและการออกกำลังกาย ก็เป็นอีก 2 เสาหลักที่สำคัญในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติได้

ที่มา : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 381 มกราคม 2554