มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
แด่แม่ - ผู้เป็นหมอในบ้าน
 
 
     "เมื่อก่อนผมชวนให้แม่บ้านกินข้าวกล้องอยู่หลายปีไม่สำเร็จ เพราะเขารู้สึกว่าเป็นข้างที่ให้คนในคุกและเป็ดไก่กินกัน แต่พอคุณหมอบอกว่ากินข้าวกล้องดีต่อสุขภาพเท่านั้นแหละ แม่บ้านก็เปลี่ยนใจหันมาหุงข้าวกล้องกินกันทั้งครอบครัว เดี๋ยวนี้ลูกๆ ที่แยกบ้านออกไปก็นิยมหุงข้าวกล้องกินกันทุกวัน"

     ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์ ปราชญ์แห่งชุมชนสาคลี (อำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา) ปรารภเรื่องนี้ขึ้นมาเมื่อได้พบปะกันไม่นานมานี้

     จำได้ว่าเมื่อกว่า 10 ปีมาแล้ว ขณะที่ผมพานักศึกษาแพทย์ไปเรียนรู้วิถีชีวิตและเรื่องราวของชุมชนและพูดคุยกับครูสุรินทร์และภรรยาที่บ้านของคุณครู ครั้งนั้นผมได้แนะนำถึงประโยชน์ของการกินข้าวกล้อง ซึ่งกำลังเป็นกระแสนิยมของผู้คนที่สนใจเรื่องสุขภาพอยู่ในขณะนั้น รวมทั้งได้บอกว่าที่บ้านผมก็หุงข้าวกล้องกินเป็นประจำ

     ก็ไม่คิดว่าการพูดคุยในคราวนั้นได้ส่งผลให้ความปรารถนาของคุณครูในเรื่องการกินข้าวกล้องนั้นประสบผลสำเร็จมาจนทุกวันนี้

     และเหตุการณ์นี้ ยังช่วยตอกย้ำถึงบทบาทอันสำคัญยิ่งของผู้เป็นแม่ในการดูแลสุขภาพของทุกคนในครอบครัว

     กล่าวอีกนัยหนึ่ง ก็คือ แม่ คือหมอในบ้าน นั่นเอง

     ย้อนนึกถึงชีวิตในวัยเยาว์ เห็นภาพแม่ที่นอกจากสอนและทำเป็นตัวอย่างให้เห็นในเรื่องความขยัน อดทน อดออม ความเรียบง่าย สมถะ และความซื่อสัตย์แล้ว แม่ (ผู้หอบเสื่อผืนหมอนใบจากเมืองแต้จิ๋วมากับเตี่ย เป็นผู้ไม่รู้หนังสือ และเป็นหมอตำแยทำคลอดเอง 9 ท้องด้วยกัน) ยังมีความรู้ในการใช้สมุนไพรรักษาโรคต่างๆ เป็นอย่างดี

     จำได้ว่า เมื่อผมหรือพี่ๆ เป็นโรคบิด ถ่ายเป็นมูกกะปริดกะปรอย แม่ก็จะหาต้นน้ำนมราชสีห์ที่ขึ้นอยู่สนามในโรงเจหลังบ้านมาให้กิน บางครั้งก็ไปชื้อเมล็ดราชดัดจากร้านขายยาที่อยู่ตรงข้ามมาให้กิน ยานี้มีรสขมที่ชื่อภาษาจีนแต้จิ๋วว่า "โขวเซียมจี้" บอกนัยว่าเป็นเมล็ดที่มีรสขม ต้องใช้วิธียัดใส้เม็ดแป้งบัวลอยแล้วกลืนลงไปทั้งอัน การรักษาทั้งสองวิธีก็ปรากฏว่าได้ผล

     เมื่อเป็นแผลร้อนในที่ช่องปาก แม้ก็จะไปหาหญ้าเกล็ดหอยแถวหลังบ้านมาตำกับเกลือ แล้วนำไปพอกที่แผล ก็ช่วยให้ทุเลาไปได้

                                 
                                          ครูสุรินทร์ กิจนิตย์ชีว์

     แม่นิยมใช้สมุนไพร "ฟ้าทลายโจร" ("น้ำลายพังพอน" ก็เรียก ซึ่งนิยมกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน) มาตั้งแต่ผมเป็นเด็กเมื่อกว่า 50-60 ปีมาแล้ว สมุนไพรนี้แต้จิ๋วเรียว "ซี่ปังกี" (แปลว่าต้นสี่เหลี่ยม) โดยเรียกตามลักษณะลำต้นที่เป็นลำสี่เหลี่ยมต่างจากต้นไม้ทั่วๆ ไป แม่จะนำต้นสดที่ขึ้นง่ายแถวหลังบ้าน หรือต้นที่ตากแห้ง (อาจเตรียมเอง หรือไปขอที่ห้องยาสมุนไพรในโรงเจที่แจกเป็นทานก็สะดวกดี) มาใช้รักษาโรคแบบครอบจักรวาลตามความเชื่อของแม่ เช่น ใช้หยอดตา ใช้ทานวดแก้ปวดยอกหลัง แก้ไข้ แก้เจ็บคอ แก้ท้องเสีย เป็นต้น จะเรียกว่า "ซี่ปังกี" เป็นยาประจำตัวของแม่ก็ได้ (แม่มีรูปร่างผอม ชอบกินผัก กินข้าวต้มกับผักดอง และเก็บกับข้าวที่เหลือไว้อุ่นกินในวันถัดไป ชอบไหว้เจ้า ทำบุญ สวดมนต์ นับลูกประคำ ขยันทำโน่นทำนี่ทั้งวันจวบจนช่วงสุดท้ายของชีวิต แม่ไม่เคยเจ็บหนักเข้าโรงพยาบาล นอกจากผ่าตัดต้อกระจก และกินยาลดความดันในช่วงไม่กี่ปีก่อนจะจากไป เมื่ออายุร่วม 90 ปี ด้วยอาการอยู่ๆ ก็ความจำเสื่อมอย่างรวดเร็ว และไม่ยอมกินอะไรอยู่ 2-3 สัปดาห์)

     จากประสบการณ์ในการดำเนินชีวิตในครอบครัวของตน และจากการสังเกตชีวิตครอบครัวของผู้คนต่างๆ ในสังคม ต้องยอมรับและชื่นชมว่าสตรีผู้เป็นแม่มักเป็นหลักในการดูแลสมาชิกในครอบครัว ตั้งแต่เรื่องของอาหารการกิน สิ่งอำนวยความสะดวกในบ้าน งานบ้านทุกอย่าง การเรียนการเล่นของลูกๆ การเล่านิทานให้ลูกฟังและพูดคุยเล่นหัวกับลูก การดูแลสุขภาพของทุกคนในบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อลูกๆ (แม้แต่ผู้ใหญ่ในบ้าน) เกิดการเจ็บไข้ได้ป่วย ก็เป็นผู้ที่พาคนไข้ไปหาหมอและให้การดูแลพยาบอลอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะหายไข้

     แม่จึงได้ชื่อว่าเป็นทั้ง "หมอในบ้าน" "ครูในบ้าน" และ "ผู้ดีแลในบ้าน"

     ในวงการสาธารณสุขทั่วโลกยอมรับว่า ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพของประชาชน ก็คือ การที่สตรีมีการศึกษาและมีความรู้เรื่องสุขภาพซึ่งจะกลายเป็นแกนนำในการเสริมสร้างสุขภาพ (ทางกาย จิต สังคม และปัญญา) ของตนเอง ครอบครัว และชุมชน

     ในบ้านเรา อาสาสมัครสาธารณสุข และจิตอาสาบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมมักจะเป็นสตรีเป็นส่วนใหญ่

     ความรู้ทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสมองและจิตวิทยา ชี้ให้เห็นว่าสมอง (โครงสร้าง สารเคมีที่เกี่ยวข้องและการทำหน้าที่ของสมอง) ของสตรีมีความแตกต่างจากบุรุษ ที่สำคัญ ก็คือ สตรีจะมีจุดเด่นกว่าบุรุษในหลายด้าน อาทิ

     - มีความรักและความผูกพันกับลูกๆ และคนอื่นมากกว่าบุรุษ จึงความใกล้ชิดกับลูกๆ มากกว่า

     - สามารถพูดคุยสื่อสารได้ดีกว่าและเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่นได้ดีกว่า

     - มีความรู้สึกไวในทุกๆ ด้าน มีความละเอียดอ่อน ประณีต อ่อนไหว และอ่อนโยนมากกว่า

     - มีสมาธิในการทำอะไรในเวลาเดียวกันได้หลายอย่างมากกว่า

     ถึงตรงนี้ทำให้นึกถึงคราวหนึ่ง คุณพ่อเสม พริ้วพวกแก้ว ผู้ยกย่องบทบาทของสตรีได้เล่าเรื่องนโปเลียนให้ฟังว่า เมื่อนโปเลียนมีอำนาจปกครองฝรั่งเศษ ได้ถามผู้คนว่า "ในการสร้างชาติให้เข้มแข็ง ควรทำสิ่งใดเป็นอันดับแรก?"

     คำตอบที่ได้รับ คือ "ต้องสร้างแม่ที่มี่คุณภาพ เพราะแม่ที่มีคุณภาพจะสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ เมื่อพลเมืองมีคุณภาพ ประเทศชาติก็จะเข้มแข็ง"

     นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 400