มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
คนไข้สูงอายุ ดูแลรักษาอย่างไรดี (2)
 
 
    การดูแลรักษาคนไข้สูงอายุควรครอบคลุมปัญหาด้านจิตใจ สังคม และจิตวิญาณ ผู้สูงอายุมีอดีตที่ภาคภูมิใจ เมื่อกาลเวลาผ่านไป สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ทำให้สูญเสียความเชื่อมั่นและเกิดภาวะเครียดได้ง่าย

การประเมินปัญหาอย่างเป็นองค์รวม

     นอกจากการประเมินสุขภาพกายแล้ว แพทย์และทีมผู้ให้การดูแลควรประเมินปัญหาด้านอื่นๆ ที่สำคัญได้แก่

     1. ปัญหาด้านจิตใจ เช่น อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง หงอยเหงา เศร้า หงุดหงิด บ่นจู้จี้ เบื่อหน่าย ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบหรือทำเป็นประจำ

     2. ปัญหาด้านการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน ความสามารถในการดูแลตนเอง เช่น ล้างหน้า แปรงฟัน ทำความสะอาดร่างกาย ปัสสาวะ อุจจาระ แต่งตัว กินอาหาร หุงหาอาหาร ซักรีดเสื้อผ้า ทำความสะอาดบ้านเรือน

     3. ปัญหาด้านความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น อยู่กับลูกหลานเป็นครอบครัวใหญ่ หรืออยู่ด้วยกันเฉพาะผู้สูงอายุ หรืออยู่บ้านพักคนชรา

     4. ปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและการจัดสิ่งแวดล้อมซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิต และอาจเกิดความเสี่ยงจาอุบัติเหตุ

     5. ปัญหาด้านการเข้าสังคม เช่น แยกตัวเอง หลบหน้าผู้คน หรือชอบเข้าสังคม ไปตลอดจับจ่ายชื้อของ เข้าวัดทำบุญ เข้าร่วมกิจกรรมของชุมชนเป็นประจำ

     ปัญหาจากโรคภัยไข้เจ็บเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การแก้ไขอย่างเป็นองค์รวม เป็นการบำบัดทุกข์และส่งผลต่อคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ที่อาจสำคัญกว่าการรักษาพยาบาล การให้ยา และเทคโนโลยีที่ทันสมัย ดังเรื่องของคุณยายคนหนึ่ง

คุณยายไม่ยอมถูกคุมขัง

     ลูงหลานพาคุณยายมาโรงพยาบาล เพราะคุณยายมีอาการไข้ต่ำๆ เรื้อรัง ไอมีเสมหะเหนียวข้น บางครั้งเหมือนมีเลือดปน เบื่ออาหาร และน้ำหนักตัวลด เดิมคุณยายผอมอยู่แล้ว เมื่อเจ็บไข้จึงผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก น้ำหนักตัวเพียง 40 กิโลกรัม

     คุณหมอตรวจร่างกาย เอกซเรย์ ตรวจเสมหะพบเชื้อวัณโรคในเสมหะ คุณยายเป็นวัณโรคระยะแพร่เชื้อ เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อและให้การรักษาเต็มที่ จึงรับตัวคุณยายไว้ในโรงพยาบาล

     คุณหมอให้คุณยายอยู่ในห้องแยกโรค ซึ่งจัดระบบระบายอากาศป้องกันเชื้อกระจายออกนอกห้อง (ห้อง Negative pressure) เป็นห้องมีประตูปิดถึง 2 ชั้น เวลาคุณหมอ พยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล คนงาน หรือญาติมาเยี่ยม จะต้องใช้ผ้าปิดปากปิดจมูก และต้องล้างมือด้วยแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนเข้าห้องและเมื่อออกจากห้อง

     คุณยายเคยเห็นคนเป็นวัณโรคในหมู่บ้าน เขาก็ไม่มีใครรังเกียจจนต้องแยกมาคุมขัง คุณยายไม่เข้าใจว่า ทำไมจึงต้องมากินยาในห้องขังนาน 2 สัปดาห์ก่อนจึงจะได้กลับบ้าน วันไหนที่ญาติไม่ได้มานอนเฝ้า คุณยายต้องอยู่คนเดียว รู้สึกเหงาและเครียดมากขึ้น สองวันต่อมาคุณยายมีอาการซึมเศร้า และไม่ยอมกินอาหาร ไม่ยอมกินยา

     คุณหมอจึงใส่สายยางจากจมูกผ่านหลอดอาหารไปถึงกระเพาะอาหาร เพื่อใช้สำหรับให้อาหารปั่น ซึ่งประกอบด้วยธาตุอาหารครบ 5 หมู่ มีคุณค่าทางโภชนาการครบถ้วน และได้รับการเตรียมอย่างสะอาดตามมาตรฐานการป้องกันอาหารติดเชื้อ และถ้าคุณยายไม่ยอมกินยา จะได้บดยาให้ทางสายยาง

     คุณยายขัดขืน ตั้งแต่คุณหมอเริ่มใส่สายยาง ทำให้ต้องใส่หลายครั้งกว่าจะสำเร็จ เมื่อใส่สายยางแล้ว คุณยายพยายามดึงออก จนพยาบาลต้องใช้ผ้ามัดแขนทั้ง 2 ข้างไว้กับเตียง

     คุณยายหมดอิสระภาพและกลายเป็นคนที่ช่วยตัวเองไม่ได้ ทุกอย่างได้รับการปฏิบัติตามตารางเวลา มีคนทำความสะอาดช่องปาก เช็ดหน้า เช็ดตัว คุณยายอยากจะตักน้ำอาบเหมือนที่บ้านก็ทำไม่ได้ ขับถ่ายล้วนนอนทำบนเตียง มีเจ้าหน้าที่ดูแลให้อาหารและยาครบทุกเวลา

     คุณยายนอนมองเพดาน ที่มีไฟนีออน 2 หลอดส่องหน้าตลอดเวลา 24 ชั่วโมง จนไม่รู้เวลากลางวันหรือกลางคืน และได้ยินเสียงหึ่งๆ จากเครื่องปรับอากาศแทนเสียงนกกาที่คุ้นเคย

     หลังใส่สายยาง อาการของคุณยายทรุดลง คุณยายทั้งซึมเศร้า และเอะอะอาละวาด แววตาเหม่อลอย ไม่ยอมเป็นมิตรกับใคร คุณยายดิ้นรนพร่ำบ่นแต่คำว่า "อยากกลับบ้าน"

คุณยายได้กลับบ้าน

     น้องพนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้คนหนึ่ง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลคุณยาย รู้สึกสงสารคุณยาย เธอใช้ความพยายามในการสร้างความสนิทสนม จนคุณยายไว้วางใจและเริ่มพูดคุยด้วย ทำให้เธอเข้าถึงความรู้สึกและความต้องการของคุณยาย

     คุณยายบอกว่า สายยางที่ใส่ในคอทำให้เจ็บตลอดเวลาทั้งกลางวันและกลางคืน เวลากลืนน้ำลายเจ็บมาก ถ้าคุณหมอเอาสายยางออก คุณยายจะพยายามกินเองให้มากขึ้น

     "แต่ถึงจะกินมากแค่ไหน ยายก็คงไม่อ้วน เพราะยายผอมมานานแล้ว" คุณยายบอก

     "ยายไม่อยากถูกขัง ยายอยากกลับบ้าน ยายจะอยู่แต่ในบ้าน ไม่ต้องกลัวว่ายายจะไปเดินแพร่เชื้อโรคที่ไหน เพราะปกติยายก็เดินไม่ค่อยไหวอยู่แล้ว" คุณยายขอร้องพร้อมให้สัญญา

     เมื่อคุณหมอเจ้าของไข้ทราบความต้องการของคุณยาย จึงถอดสายยางออก และอนุญาติให้ญาติพาคุณยายกลับบ้าน

     เมื่อกลับมาอยู่บ้านสุขภาพจิตคุณยายดีขึ้น คุณยายพยายามกินอาหารตามสัญญา กินยาตามเวลาที่หมอสั่ง คุณยายไอน้อยลง น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น

     ญาติพาคุณยายมาโรงพยาบาลตามนัด คุณหมอให้ตรวจเสมหะอีกครั้ง ซึ่งไม่พบเชื้อวัณโรคแล้ว

     คุณยายได้รับการฟื้นฟูสุขภาพ โดยคำแนะนำจากแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัด และอาสาสมัครสาธารณสุข โดยการฟื้นฟูสภาพที่บ้านในความดูแลของญาติในครอบครัว

     ญาติได้ปรับเปลี่ยนสภาพบ้าน เพื่อให้คุณยายสามารถปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน โดยการช่วยเหลือตัวเองได้มากที่สุด และเกิดความเสี่ยงน้อยที่สุด

การจัดสิ่งแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัย

     ให้ระลึกเสมอว่าผู้สูงอายุหรือคนไข้มีจุดอ่อนเรื่องอะไร ควรจัดสิ่งแวดล้อมที่ช่วยแก้ไขจุดอ่อนนั้น ซึ่งมีหลักการสำคัญ ดังนี้

     1. ห้องและพื้นบ้าน ควรมีผิวเรียบแต่ไม่ลื่น ให้มีพื้นต่างระดับน้อยที่สุด ตรงจุดที่ต่างระดับควรทาสีต่างกันเพื่อให้เห็นชัด ถ้ามีพรมเช็ดเท้าควรยึดติดกับพื้นให้แน่น เพื่อไม่ให้ลื่น

     2. บันไดและทางเดิน ควรมีราวจับตลอด ถ้าเป็นไปได้ ควรให้ผู้สูงอายุพักชั้นล่าง และสร้างราวจับเชื่อมส่วนต่างๆ ของบ้าน เช่น ห้องนอน ห้องน้ำ ห้องอาหาร ทางเดินหน้าบ้าน

     3. ควรจัดเตียงนอนเก้าอี้ ซึ่งสะดวกกว่าการนอน หรือนั่งที่พื้น โถส้วมควรสูงชนิดนั่งราบจะสะดวกกว่าชนิดนั่งยอง

     4. ควรจัดเครื่องใช้และอุปกรณ์ต่างๆ ให้เป็นระเบียบ ไม่เกะกะกีดขวางทางเดิน ให้ระมัดระวังเครื่องใช้ไฟฟ้าและสายไฟเครื่องใช้ไฟฟ้าเป็นพิเศษ

     5. ควรติดตั้งหลอดไฟบริเวณบ้านให้สว่างอย่างเพียงพอ โดยคำนึงว่าผู้สูงอายุสายตาเลือนรางเหมือนมองผ่านแว่นตาดำกันแดด ติดตั้งปุ่มปิดเปิดอยู่ใกล้มือเอื้อม

     6. เตรียมกริ่งหรือติดตั้งออดสัญญาณในบริเวณที่อาจเกิดอุบัติเหตุง่าย เพื่อเรียกคนช่วยเหลือ

ดูแลอย่างไรจึงจะดี

     การดูแลรักษาคนไข้สูงอายุ เน้นการดูแลแบบองค์รวมที่สอดคล้องกับวิถึชีวิตของคนไข้และครอบครัว เพื่อให้คนไข้มีคุณภาพชีวิตที่ดีตามอัตภาพ

     ผู้สูงอายุมีความเสี่ยงจากสรีรวิทยาและกายวิภาคที่เปลี่ยนแปลง ภูมิคุ้มกันลดลงทั้งทางร่างกายและจิตใจ และมีโอกาสเกิดผลกระทบเชิงลบจากปฏิบัติการรักษาพยาบาลหรือการให้ยาได้ง่าย

     สำหรับคุณหมอคุณพยาบาลที่ยังหนุ่มสาว การดูแลรักษาคนไข้สูงอายุ คือโอกาสที่ดีที่จะรู้ถึงปัญหาที่จะเกิดกับตัวเองในวันข้างหน้า

     นพ.สุรชัย ปัญญาพฤทธิ์พงศ์  

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 400