มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
คนไข้สูงอายุ ดูแลรักษาอย่างไรดี (1)
 
 
     คนไทยมีอายุไขเฉลี่ยยืนยาวขึ้น ปัจจุบันมีผู้สูงอายุที่อายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป จำนวนร้อยละ 12 ของประชากร ซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีปัญหาสุขภาพซับซ้อน และเป็นกลุ่มคนไข้ที่มีความยุ่งยากในการดูแลรักษา

สิทธิพิเศษสำหรับคนไข้สูงอายุ

     คนไข้สูงอายุได้รับสิทธิไม่เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ในโรงพยาบาลของรัฐและโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ส่งผลให้การเข้าถึงบริการสุขภาพง่ายขึ้น

     โรงพยาบาลหลายแห่งได้อำนวยความสะดวก โดยจัดเป็นคลินิกผู้สูงอายุ จัดทางด่วนสำหรับบริการผู้สูงอายุ ขยายบริการไปยังสถานบริการใกล้บ้าน รวมทั้งขยายเครือข่ายการเยี่ยมบ้านโดยทีมผู้รักษาพยาบาลและอาสาสมัคร

     การดูแลคนไข้สูงอายุ แพทย์และทีมผู้ดูแลควรตระหนักถึงความจำเพาะที่สำคัญบางประการ เพื่อสามารถให้การรักษาพยาบาลที่ตอบสนองต่อปัญหาของผู้สูงอายุได้อย่างดีที่สุด

การเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคและสรีรวิทยา

     ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงทางกายวิภาคและสรีรวิทยา ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของระบบอวัยวะต่างๆ ลดลง เมื่อเกิดโรคภัยไข้เจ็บหรือเมื่อสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลง จึงเกิดอาการรุนแรงกว่าคนปกติ

     ตามทฤษฎีอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด (ก่อนหัวใจจะวาย) คิดเป็นจำนวนครั้งต่อนาที จะเท่ากับ 220-อายุ(ปี) เมื่ออายุมากขึ้นอัตราเต้นสูงสุดของหัวใจจึงลดลง ผู้สูงอายุจึงมีโอกาสเกิดหัวใจวายได้ง่ายกว่าคนหนุ่มสาว

     หลอดเลือดมีโอกาสแข็งตัว ขาดความยืดหยุ่น ทำให้เกิดโรคความดันโลหิตสูง นอกจากนั้นยังทำให้เกิดโรคความดันโลหิตต่ำได้ง่าย เมื่อเปลี่ยนท่ากะทันหัน เช่น ลุกจากที่นอนเร็วๆ ทำให้เกิดเป็นลมหน้ามืด

     ความยืดหยุ่นที่เยื่อปอดลดลง พื้นผิวถุงลมปอดลดลง ความสามารถในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนลดลง ทำให้เกิดความเหนื่อยหอบง่าย

     เนื้อสมองฝ่อ น้ำหนักสมองลดลง ระบบความจำเสื่อม โดยเฉพาะความจำเหตุการใหม่ๆ แต่ยังจำเรื่องในอดีตได้ดี เกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองได้ง่ายแม้ได้รับบาดเจ็บที่ศรีษะไม่รุนแรง

     ความไวของระบบประสาทรับรู้น้อยลง ความรู้สึกเจ็บปวดน้อยลง อาจถูกไหม้จากการจับของร้อนโดยไม่รู้สึกร้อน หนามตำเท้าฝังในอาจไม่รู้สึกเจ็บ

     ประสาทรับรู้รสเสื่อมลง โดยเฉพาะรสเค็มและรสขม ทำให้มักกินเค็มมากขึ้น

     ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มบกพร่อง ผู้สูงอายุที่ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรค จะเกิดระดับภูมิคุ้มกันน้อยลงและลดลงเร็วกว่าคนอายุน้อย ทำให้เกิดเป็นวัณโรคและงูสวัดได้บ่อย

เป็นโรคหลายระบบและหลายอวัยวะ

     ผู้สูงอายุมักเกิดพยาธิสภาพหลายระบบและหลายอวัยวะพร้อมๆ กัน และเกี่ยวเนื่องกัน การแยกรักษาแต่ละระบบหรือแต่ละอวัยวะมักไม่เป็นผล แพทย์และพยาบาลจึงควรดูแลรักษาผู้สูงอายุแบบองค์รวม

     อาการแสดงสำหรับคนไข้สูงอายุ มักไม่ชัดเจนเท่าคนไข้กลุ่มอื่นๆ ทำให้ยากต่อการวินิจฉัย ตัวอย่างเช่น

     คนไข้เบาหวาน อาจไม่มีอาการปัสสาวะบ่อยและดื่มน้ำบ่อยเพิ่มขึ้นจากปกติ

     คนไข้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากเกินไป อาจไม่มีอาการเหงื่อออกง่าย กระสับกระส่าย เช่นเดียวกับที่พบคนไข้ในกลุ่มอายุน้อย

     คนไข้ผิวหนังติดเชื้อ อาจมีอาการแสดง ปวดบวมแดงร้อนไม่ชัดเจน

     เมื่อเกิดอาการแพ้อาจไม่พบผื่นลมพิษ

     การดูแลเฉพาะโรคโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางมีผลดีในเรื่องการตรวจวินิจฉัยโรคได้แม่นยำให้การรักษาโรคเฉพาะระบบหรือเฉพาะอวัยวะได้ดี แต่การรักษานั้นอาจเกิดผลกระทบต่อระบบหรืออวัยวะอื่นได้ ถ้าขาดการประสานงานที่ดีระหว่างแพทย์ต่างสาขา ตัวอย่างเช่น

     การรักษาภาวะหัวใจวาย โดยการให้ยาขับปัสสาวะ อาจทำให้คนไข้เกิดภาวะไตวาย (Pre-renal failure) แทรกซ้อนได้

     การักษาโรคความดันโลหิตสูงด้วยยาลดความดันบางชนิด (Beta-Blocker) ในคนไข้ที่เป็นโรคหลอดลมอุดกั้นอาจทำให้คนไข้เกิดภาวะหลอดลมเกร็งตัว (bronchospasm) และเกิดภาวะหัวใจล้มเหลวได้

     การให้ยาต้านอักเสบ (NSAID) สำหรับคนไข้ที่ปวดข้อจากข้อเสื่อม ถ้าผู้ป่วยได้รับยาละลายลิ่มเลือดจากภาวะโรคหัวใจ อาจทำให้เกิดภาวะเลือดออกในอวัยวะได้

ภาวะสับสนเฉียบพลัน

     อุบัติการณ์เกิดภาวะสับสนเฉียบพลันพบได้บ่อยในคนไข้สูงอายุโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไข้หนัก คนไข้หลังผ่าตัด ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและไม่คิดถึงภาวะนี้คนไข้อาจไม่ได้รับการวินิจฉัย และไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง  ส่งผลให้คนไข้เกิดอาการแทรกซ้อน ต้องรักษาตัวนานขึ้น และบางรายอาจเกิดภาวะทุพพลภาพถาวร

     อาการและอาการแสดงของภาวะนี้ ได้แก่ คนไข้เกิดการเปลี่ยนแปลงระดับความรู้สึกอย่างเฉียบพลันภายในไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน มีอาการสับสนวุ่นวายในเวลากลางคืน แต่ในเวลากลางวันจะซึมหรือนอนหลับ

     คนไข้มักหงุดหงิดกระวนกระวาย ซึมเศร้า เบื่ออาหาร ความจำเสื่อม จำคำสั่งหรือคำแนะนำไม่ได้ สับสนเรื่องวัน เวลา สถานที่ และจำผู้คนไม่ได้ บางคนอาจเห็นภาพหลอน หรือหูแว่ว

     การรักษาที่ดีคือการค้นหาสาเหตุและแก้ไข สาเหตุที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะสมองทำงานผิดปกติ (cognitive impairment) การอดนอน สูญเสียสมรรถภาพในการเดิน ปัญหาเรื่องการมองเห็นและการได้ยิน และภาวะขาดน้ำ

     นอกจากนั้น ควรจัดสภาพแวดล้อมเพื่อการเยียวยา ได้แก่ ความใกล้ชิด การพูดคุย จัดสิ่งแวดล้อมเพื่อให้รู้วันเวลา เช่น ปฏิทิน นาฬิกา นำสิ่งที่คนไข้คุ้นเคยมาไว้ในห้องพัก เช่น ของใช้ส่วนตัว

     จัดห้องให้อยูสบาย เช่น อุณหภูมิไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป แสงสว่างเพียงพอ เพื่อลดอาการหวาดระแวงและประสาทหลอน ลดเสียงรบกวนจากสิ่งแวดล้อม

     สนับสนุนให้คนไข้ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันด้วยตนเอง อาจต้องจัดหาอุปกรณ์ช่วย เช่น เครื่องช่วยเดิน กระตุ้นให้คนไข้ลุกเดินบ่อยๆ ถ้าคนไข้เคยใช้แว่นตา ฟันปลอม เครื่องช่วยฟัง ให้จัดให้คนไข้ใช้อย่างเดิม

คุณพ่ออยากกินก๋วยเตี๋ยว

     คนไข้ชายอายุ 70 ปี เจ็บไข้เรื้อรัง นอนติดเตียงมานานจนข้อเข่างอพับเหยียดออกไม่ตรง ลูกสาวซึ่งเป็นแพทย์โรงพยาบาลชุมชนพามาพบอาจารย์แพทย์ที่โรงพยาบาลศูนย์เพื่อผ่าตัดแก้ไข

     คนไข้เกิดอาการสับสนเฉียบพลัน หงุดหงิด กระวนกระวาย ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษาพยาบาล และกินอาหารได้น้อย

     วันหนึ่งขณะอาจารย์แพทย์เยี่ยมคนไข้ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับที่ลูกสาวมาเยี่ยมพอดี คนไข้ร้องขออยากกินก๋วยเตี๋ยว

     เด็กรับใช้รีบฟ้องว่า เมื่อวานคนไข้ก็ร้องอยากกินก๋วยเตี๋ยว แต่พอชื้อมาแล้วก็ใช้ช้อนเขี่ยๆ แล้วก็ไม่ยอมกิน

     คุณหมอซึ่งเป็นลูกสาว จึงต่อว่าคนไข้ว่าเรื่องมาก ทำไมไม่กินอาหารที่ทางโรงพยาบาลจัดให้ และลูกสาวได้เบิกอาหารเสริมสำหรับคนไข้ให้จำนวนหลายกล่อง แต่คนไข้ก็ไม่อยากกินอาหารเสริมดีๆ  จะกินก๋วยเตี๋ยวทำไม

     สุดท้ายปฏิเสธไม่ชื้อก๋วยเตี๋ยวให้คุณพ่อ

     อาจารย์แพทย์เห็นเหตุการณ์ เกิดความรู้สึกหดหู่ใจ ที่คุณหมอไม่เข้าใจความต้องการของคนไข้ และขาดหัวใจของลูกในการเยียวยาคุณพ่อ

     "ให้ไปชื้อก๋วยเตี๋ยวให้คุณพ่อ แม้ว่าชื้อมาแล้ว คุณพ่อจะไม่กินก็ตาม" อาจารย์แพทย์กล่าวเสียงเครียด

     คนไข้ไม่ต้องการเพียงแต่สารอาหารที่จำเป็นเพื่อให้มีชีวิตอยู่เท่านั้น แต่ต้องการสิ่งที่จำเป็นสำหรับการอยู่อย่างมีชีวิต

     คลิกเพื่ออ่านต่อ

     นพ.สุรชัย ปัญญาพฤทธิ์พงศ์  

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 399