มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
คุณควรอยู่ห่างหมอเสียบ้าง
 
 
     ผู้ป่วยคนหนึ่งอายุ 49 ปี มาพบผู้เขียน ผู้ป่วยท่านนี้เป็นสาวใหญ่ที่มีเค้าความสวย แต่ปล่อยตัวให้ร่างกายทรุดโทรม ไม่ค่อยใช้เครื่องสำอางหรือเสริมสวย เพราะมัวแต่คิดว่าตัวเองป่วยเป็นนั่นเป็นนี่ และชอบไปหาหมอด้วยความวิตกกังวล นานๆ ก็แวะเวียนมาพบผู้เขียน

     ผู้ป่วยท่านนี้เมื่อ 2 ปีก่อนมีอาการกล้ามเนื้อ่อนกำลัง และได้รับคำแนะนำจากแพทย์ท่านหนึ่งให้ผ่าตัดต่อมไทมัส ซึ่งตนเองกลัวการผ่าตัดมาก จึงได้ย้ายมาขอรับการตรวจรักษากับผู้เขียน และได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเนื่องจากจิตใจ ไม่ต้องผ่าตัด

     ผู้เขียนได้ให้คำแนะนำและพยายามอธิบายถึงอาการป่วยทางกายอันเนื่องมาจากจิตใจ โดยสอนให้รู้ในอีกแง่มุมหนึ่งที่เป็นอันตรายจากการตรวจรักษาโดยเฉพาะการผ่าตัด ซึ่งมีความเสี่ยงและต้องดูว่าจำเป็นมากน้อยขนาดไหนที่ต้องเสี่ยงอย่างนั้น และสุดท้ายก็ได้แนะนำให้ "อยู่ห่างๆ หมอเสียบ้าง" ท่านที่พอจะรู้จักหรือคุ้นเคยกับงานเขียนของผู้เขียน ก็จะพอทราบสโลแกนประตัวที่ว่า "อย่าใช้ยามาก อย่าอยากฉีดยา อย่าบ้าหาหมอ"

     ผู้ป่วยรายนี้มีพฤติกรรมเข้าข่ายประเภท "บ้าหาหมอ" นั่นคือจะรู้สึกว่าร่างกายผิดปกติอยู่เป็นประจำ ไปหาหมอหลายครั้งหลายคนก็รักษาไม่หาย  การวินิจฉัยก็ไม่ค่อยตรงกัน จนกระทั่งล่าสุดเกือบโดนผ่าตัดใหญ่ ซึ่งวิธีการมีอยู่ 2 แบบ คือผ่าตัดเปิดช่องอกตรงกลางแล้วเข้าไปตัดต่อมไทมัส หรือใช้วิธีเจาะตรงทรวงอกแล้วผ่าตัดด้วยการส่องกล้อง ซึ่งก็ยังเสี่ยงต่ออันตรายอยู่ดี

     ผู้ป่วยประเภทนี้ แม้ว่าจะได้รับคำอธิบายอย่างชัดแจ้งจากหมอ แต่ก็ยากที่จะปรับเปลี่ยนความรู้สึกที่คิดว่าเป็นความผิดปกติของร่างกาย เช่นครั้งนี้ที่มาหาผู้เขียนก็มีความรู้สึกคันบริเวณใบหน้าและส่วนบนของหน้าอก เคยไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคผิวหนังมาหลายครั้ง แรกๆ ก็บอกว่าเกิดจากยีสต์ ให้ยามากินก็หายไปชั่วคราวแต่ก็เป็นอีกไปพบแพทย์ผิวหนังอีกหลายครั้งจนต่อมาไม่รู้จะรักษาอย่างไร แพทย์ผิวหนังแนะนำให้ไปหาแพทย์ทางเลือก เพราะไม่รู้จะหายาแผนปัจจุบันอะไรมารักษาแล้ว

     แต่ผู้ป่วยก็อยากจะมาปรึกษาผู้เขียนก่อนว่ามีความคิดเห็นอย่างไร เมื่อได้ตรวจแล้วก็ไม่พบผื่นหรือความผิดปกติ และนึกไม่ออกว่าโรคอะไรที่ทำให้มีอาการคันเฉพาะที่โดยไม่มีผื่น คำแนะนำคือให้ไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังท่านอื่นๆ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีโรคอะไรเป็นสาเหตุ หรือจะไปหาแพทย์ทางเลือกก็ได้ถ้าคิดว่าการแพทย์แผนปัจจุบันช่วยอะไรไม่ได้

     นี่เป็นตัวอย่างของอาการเจ็บป่วยทางกายโดยมีสาเหตุมาจากจิตใจ ซึ่งจะมี 2 กลุ่ม คือ

     1. กลุ่มหนึ่งมีร่อยรอยความผิดปกติทางกายปรากฏ แต่ก็มีหลักฐานว่าเกิดจากความผิดปกติของจิตใจ เช่น เป็นลมพิษ หรือเป็นหอบหืด เวลาที่มีอารมณ์ผิดปกติ เรียกโรคกลุ่มนี้ว่า ไซโคโซมาติก ดิสออร์เดอร์ (Psychosomatic disorder) หรือโรคจิตสั่งให้ร่างกายป่วย ต้องรักษาทั้งทางร่างกายและจิตใจควบคู่กัน

     2. อีกกลุ่มหนึ่งเป็นโรคที่ไม่มีร่องรอยความผิดปกติทางร่างกายปรากฎ เพียงแต่ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าผิดปกติ เป็นประเภทรู้สึกไปเอง มีชื่อว่า ไอโพคอนดริเอสิส (Hypochondriasis) หรือโรคคิดว่าตัวเองป่วย อันนี้ต้องทำจิตบำบัดเพื่อลดความเครียดในตัวของผู้ป่วย

     ทั้ง 2 กลุ่มนี้เนื่องจากผู้ป่วยมีความผิดปกติทางร่างกายหรือรู้สึกว่าผิดปกติ จึงมักจะไปพบแพทย์ทั่วไปไม่ใช่จิตแพทย์ และที่น่าประหลาดใจก็คือผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นโรคนี้มักไม่ยอมรับความจริงว่า อาการป่วยเกิดจากจิตใจและปฏิเสธที่จะไปหาจิตแพทย์ มักจะตระเวนรักษาไปทั่วเหมือนผู้ป่วยรายที่ยกตัวอย่างข้างต้น

     พอไปบ่อยๆ เข้าด้วยอาการเดิมๆ แพทย์ก็จะอึดอัดเพราะไม่รู้ว่าจะรักษาอย่างไรถึงจะหาย เพราะส่วนใหญ่แพทย์ก็อยากให้ผู้ป่วยหายจากความเจ็บป่วยโดยเร็ว แต่พอเจอปัญหาผู้ป่วยที่ตรวจไม่พบโรคทางกายก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร สุดท้ายถ้าจำเป็นต้องให้ยาก็มักจะใช้ยากล่อมประสาท หรือยาคลายประสาทเพื่อบรรเทาอาการเครียดวิตกกังวลของผู้ป่วย หรือแนะนำทางเลือกอื่นๆ ผู้เขียนเองก็ใช้วิธีนี้ค่อนข้างบ่อย จึงต้องเขียนบทความเตือนสติผู้ป่วยทั้งหลายให้ "อยู่ห่างๆ หมอเสียบ้าง"

     นพ.พินิจ ลิ้มสุคนธ์

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 399