มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
สตินำสู่ประสิทธิภาพและคุณภาพใหม่แห่งจิตใจ
 
 
     ปกติผมชอบออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆ ในสวนสาธารณะ ลานสุขภาพ สนามโรงเรียนหรือในที่โล่งแจ้งที่ปลอดจากรถรา ตามที่โอกาสจะอำนวย

     ด้วยอัตราความเร็วอย่างน้อย 100 เมตรต่อนาทีหรือ 1 กิโลเมตรต่อ 10 นาที ตามหลักการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ติดต่อกันนาน 30-40 นาที ถ้ามีเวลาอาจนานเป็นชั่วโมง

     ถ้ามีเพื่อนร่วมเดินด้วยก็คุยกันเพลินจนลิมเวลาและความเหนื่อย แม้ต้องเดินลำพัง ซึ่งเป็นส่วนใหญ่ ก็จะใช้วิธีเจริญสติเป็นเพื่อนแทน

     โดยการมีจิตใจจดจ่ออยู่กับจังหวะก้าวและลมหายใจ แต่ก็ใช้สมาธิดิ่งกับมันเพียงครึ่งเดียว อีกครึ่งหนึ่งยังสร้างความรู้ตัวกับสิ่งรอบตัว เช่น เส้นทางเดิน ต้นไม้และสิ่งก่อสร้างที่อยู่สองข้างทาง ผู้คน (และบางครั้งสัตว์เลี้ยงหรือยวดยาน) ที่เคลื่อนไปมา

     ในช่วงเริ่มเดินใหม่ๆ ก็นิยมนับจังหวะซ้าย-ขวา เมื่อมีสมาธิจดจ่อได้มากขึ้น ก็นับจังหวะเป็น 4 ก้าว ต่อลมหายใจ (เข้า หรือ ออก) 1 จังหวะ หลังจากนั้นจึงเพิ่มเป็น 5,6 และ 7 จังหวะก้าวตามลำดับ แล้วอาจลดลงมาเป็น 7,6,5 และ 4 จังหวะก้าวตามลำดับ สลับขึ้นลงตามความเพลิน

     บางครั้งอาจนับจังหวะเป็นช่วงละ 1 ถึง 10 ก้าว หรือ 1 ถึง 100 ก้าว บางครั้งก็ท่องคาถาบทสวด (ที่ผมนิยมก็คือ "ภารสุตตกถา") หรือท่องกาพย์ที่ชอบ โดยท่อง 1 คำต่อ 1 ก้าว

     การฝึกฝนแบบนี้นานปีเข้า ทำให้มีสติรู้ตัวอยู่กับปัจจุบันได้มากขึ้น จิตไม่วอกแวกหวนนึกถึงอดีตและอนาคตให้วุ่นวายมากนัก และมีความสงบเย็น มีความอดทนอดกลั้น ตลอดจนมีความยับยั้งชั่งใจได้มากขึ้น

     แม้ในการทำกิจวัตรประจำวันเช่น แปรงฟัน อาบน้ำ เคี้ยวข้าว ดื่มน้ำ ล้างจาน กวาดบ้าน ขับรถ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ก็มีสติรู้ตัวกับกิจกรรมเหล่านี้ได้ดี ทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีและผิดพลาดน้อยลง

     นอกจากนี้ ทักษะแห่งการสร้างความรู้ตัว (สติ) ที่เกิดขึ้นนี้ยังส่งผลให้มีความไวในการเฝ้าตามดูรู้ทันอารมณ์และความคิดที่แวบขึ้นในใจของตนเองนำไปสู่การควบคุมอารมณ์และความคิดด้านลบ มีสติรับฟังคนอื่นและไตร่ตรองดูเรื่องราวได้รอบด้านมากขึ้น ตลอดจนลดการโต้ตอบด้วยอารมณ์

     ในช่วงน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ เมื่อปลายปีกลาย เนื่องจากมีภาระการงานลดลง มีเวลาว่างมากขึ้น บางครั้งจึงลดการขับรถและการขึ้นรดโดยสาร แล้วหันมาเดินแทน ก็ได้ประสบการณ์และความรู้สึกแปลกใหม่ดังบันทึกเรื่อง "เดินเพลินท่ามกลางความวุ่นวานในป่าคอนกรีต"

     ท้ายสุด ขอฝากสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากข้อสรุปของนายแพทย์แดเนียล ซีเกล ที่ได้กล่าวไว้ในหนังสือ "The Mindful Brain" ตอนหนึ่งว่า เมื่อฝึกฝนจนมีสติแก่กล้า ก็จะมีจิตใจที่คุณคุณสมบัติที่เรียกว่า "COAL" ได้แก่

     Curiosity อยากรู้อยากเห็น ใฝ่รู้ (เช่นเดียวกับเด็กเล็กที่ชอบถามว่า "อะไร?" "ทำไม?")

     Open จิตใจเปิดกว้าง เป็นกลาง ไม่ยึดติด

     Accept ยอมรับ ยอมแพ้เป็น ไม่โต้แย้ง ไม่ดึงดัน

     Love มีความรัก เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่

เดินเพลินท่ามกลางความวุ่นวานในป่าคอนกรีต

     ย่างไปทีละก้าว รู้จังหวะซ้าย-ขวา

     ตามองไกล 2-3 เมตร ไม่คำนึงถึงจุดหมายปลายทาง อย่างไร้เป้าหมาย

     ตามลมหายใจ (เข้า-ออก) ความคิด ความรู้สึก

     รู้ร้อน รู้เหนื่อย กลางแดดกล้า

     รู้เหงื่อที่ไกลซิกอยู่ในเสื้อผ้าห่อกาย

     รู้ทิศรู้ทาง รู้สิ่งกีดขวาง คนสวนทาง รถราที่แล่นไปมา

     มีสติข้ามถนน ขึ้นลงสะพาน (ก้าวขึ้นลงทีละขั้นอย่าง ขึ้นลงเนินอันวิบากในป่าแห่งเขาใหญ่)

     ไม่มีเสียงบ่นในใจ ไม่ทุกข์ไม่ร้อน แม้อากาศจะร้อน แดดจะเปรี้ยง (ก็หาทางเดินหลบเข้าใต้ร่มไม้เท่าที่จะมองหาได้)

     แม้เดินหลงทาง ก็หันกลับมาสู่ทิศทางที่ถูกต้องอย่างสบายอารมณ์

     บางทีก็แวะชมร้านค้า และเมื่อกระหายก็แวะกินน้ำท่าไอศกรีมในห้างสรรพสินค้า

     อยากรู้อยากเห็น อยากเรียนรู้สิ่งที่ประสบ สัมผัส ระหว่างทางที่เดินผ่านไป

     แม้ดอกไม้ ต้นไม้ ก็ดูสดใส

     มีแต่คามเบาสบาย ผ่อนคลาย ใจที่ไร้เวลาและตื่นรู้ ตลอดเส้นทาง

     สุรเกียรติ อาชานานุภาพ
     บันทึกความรู้สึกที่ได้จากการเดินบนฟุตบาทในกลางกรุงช่วงวิกฤติน้ำท่วมใหญ่
     23 พ.ย. 54

     นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 399