มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
การรักษาด้วยความเย็น
 
 
     ผู้อ่านทราบหรือไม่ว่าความเย็นสามารถช่วยรักษาโรคหรืออาการโรคบางอย่างได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เอ็นหรือกล้ามเนื้อหรือข้อต่ออักเสบ จากอุบัติเหตุหรือจากการทำงาน เพราะความเย็นมีประโยชน์ในการช่วยห้ามเลือด ลดอักเสบ ลดบวม และลดปวดได้ อย่างอัศจรรย์แบบที่คาดไม่ถึง แต่ก็ต้องใช้ความเย็นให้ถูกวิธีและต้องมีความเข้าใจกลไกการทำงานของร่างการทั้งในภาวะปกติและภาวะผิดปกติ

     ทางการแพทย์มีวิธีการหลายอย่างที่จะใช้ความเย็นในการรักษา มีตั้งแต่ต้นทุนราคาต่ำไปจนถึงราคาสูง (เครื่องมือบางชนิดมีราคาเป็นแสน)

     มีวิธีการใช้ง่ายๆ ไปจนถึงขั้นยุกยากที่ต้องเรียนรู้วิธีการเฉพาะในการใช้เครื่องแต่ละชนิด เพราะถ้าใช้ไม่ถูกวิธีอาจเกิดอันตรายทำให้เซลล์เนื้อเยื่อตายหรือรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

     ผู้อ่านไม่ต้องตกใจเพราะวิธีการใช้ที่ยุ่งยากนั้นจะใช้โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น แพทย์หรือนักกายภาพบำบัดเฉพาะทางเท่านั้น

     ส่วนที่จะแนะนำต่อไปนี้จะแนะนำเฉพาะวิธีที่ใช้ง่าย สะดวก ประหยัด และปลอดภัย ซึ่งผู้อ่านสามารถนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวัน

สาเหตุความเจ็บปวด

     ก่อนที่จะกล่าวถึงการรักษาตนเองด้วยความเย็นจำเป็นที่เราจะต้องมีความรู้เรื่องสาเหตุของความเจ็บปวด

     สาเหตุของความเจ็บปวดมีหลายประการด้วยกัน เช่น โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อุบ้ติเหตุ ภาวะจิตใจ ท่าทางการทำงานที่ไม่เหมาะสม หรือขาดการออกกำลังกาย

     อาการปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่พบเห็นในชีวิตประจำวันนั้น มักเริ่มจากตัวเราขาดการออกกำลังกายทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรงเท่าที่ควร

     เมื่อต้องไปทำงานหนักกว่ากำลังกล้ามเนื้อที่สามารถจะทำได้ หรืออยู่ในท่าทางที่ไม่เหมาะสมทำให้กล้ามเนื้อต้องทำงานมากกว่าท่าที่ถูกต้อง หรือถึงแม้จะอยู่ในท่าทางที่ถูกต้อง แต่ถ้าอยู่ในท่าทางนั้นๆ นานเกินไป ก็จะทำให้เกิดการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อหรือเนื้อเยื่ออ่อนได้ และเมื่อเกิดการบาดเจ็บเล้กน้อยไม่รีบแก้ไขให้หายขาดก็เป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บใหม่ขึ้นได้ง่ายและต่อเนื่อง เกิดอาการแทรกซ้อนที่รุนแรงต่างตามมาภายหลังได้ เช่น เกิดเอ็นอักเสบ ข้ออักเสบ หรือกระดูกงอก

     ผู้อ่านควรทราบว่าขณะเกิดอาการบาดเจ็บ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยอัตโนมัติ ทำให้มีการใช้งานกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บลดลง และมีการปรับการทำงานของกล้ามเนื้อมัดอื่นๆ ให้สองคล้องกับการทำงานของกล้ามเนื้อที่บาดเจ็บ และรูปแบบของการทำงานของกล้ามเนื้อทั้งหมดจะถูกส่งไปเก็บบันทึกไว้ที่สมอง ถ้าการบาดเจ็บนั้นคงอยู่นาน จะทำให้ร่างกายเคยชินกับรูปแบบใหม่ จนติดเป็นนิสัยซึ่งยากต่อการแก้ไข เพราะต้องใช้จิตสำนึกมาควบคุม และปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานของกล้ามเนื้อใหม่ ตัวอย่างเช่น ถัาเกิดข้อเท้าขวาแพลง ในช่วงแรกเราใช้ขาซ้ายมากกว่าขากว่าโดยอัตโนมัติ ถ้าข้อเท้าขวาหายแพลงในเวลา 2-3 วัน เราก็จะกลับไปใช้ขาขวาได้เป็นปกติ แต่ถ้าอาการแพลงนั้นอยู่นานเป็นเดือน จะสังเกตพบว่าอาการขาขวาจะลีบลง และรูปแบบการลงน้ำหนักและการใช้งานจะกลับไปใช้ขาซ้ายแทน และอาจพบว่ามีข้อเท้าขวายืดติดด้วย เมื่อเราจะกลับมาใช้ขาขวาให้เป็นปกติดังเดิมกลับพบว่ามีอาการเจ็บข้อเท้าขวา หรือข้อเข่าขวา หรือปวดหลังเพิ่มขึ้น เป็นต้น

     ฉะนั้นการรักษาข้อเท้าแพลง จะต้องตรวจดูการทำงานของกล้ามเนื้อหลัง และขาทั้ง 2 ข้าง และรูปแบบการเดินของขาทั้ง 2 ข้างไปพร้อมๆ กันด้วย เพราะบ่อยครั้งการตรวจประเมินทางร่างกายพบว่า ตำแหน่างของรอยแผลหายเป็นปกติแล้ว แต่ผู้ป่วยกลับเดินไม่ปกติและเป็นสาเหตุให้เกิดการบาดเจ็บใหม่ซ้ำขึ้นเรื่อยๆ จนเป็นเรื้อรัง

ความเจ็บปวดไม่ใชี่สิ่งไม่ดี

     ความรู้สึกเจ็บปวด เป็นสัญญาณเตือนภัยที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อบอกให้รู้ว่ากำลังเกิดอันตรายแก่ร่างกายส่วนนั้นๆ ที่ควรให้ความสนใจหาสาเหตุและรีบบำบัดสาเหตุความเจ็บปวด เพื่อให้ร่างกายพ้นจากอันตราย และความรู้สึกเจ็บปวด ยังมีบทบาทสำคัญในการป้องกันอันตราย และแก้ไขให้ร่างกายกลับมาเป็นปกติดังเดิม

     เพราะเมื่อมีสาเหตุใดก็ตามที่กระตุ้นเส้นประสาทรับความรู้สึกเจ็บปวด จะทำให้เกิดสัยญาณประสาทส่งขึ้นไปตามเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง และส่งต่อไปยังสมอง ซึ่งเป็นด่านสำคัญที่จะแปลความรู้สึกนั้นๆ ทำให้ร่างกายทราบว่ากำลังเกิดอันตรายขึ้นกับส่วนไหนแล้วสมองก็จะสั่งการลงมาให้แก้ไขปัญหานั้นๆ ซึ่งการแก้ปัญหาความเจ็บปวดของร่างกายทั่วไป จะแบ่างออกเป็น 2 ส่วน คือ

     1. ส่วนที่อยู่นอกอำจากจิตใจ ร่างกายจะสั่งการแบบอัตโนมัติ ตัวอย่างเช่น เวลาเดินไปเหยียบหนามเราจะยกเท้าขึ้นโดยอัตโนมัติ ทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ว่าเหยียบโดนอะไรเลย

     2. ส่วนที่อยู่ในอำนาจจิตใจ ซึ่งส่วนนี้ขึ้นอยู่กับความรู้และประสบการณ์ของเรา ว่าเคยเรียนรู้หรือแก้ปัญหานั้นอย่างไร จึงเป็นเหตุผลว่า เราควรแสวงหาความรู้เกี่ยวกับร่างกายของเราอยู่เสมอ ตัวอย่างเช่น เมื่อเราเหยียบหนามแล้วยกเท้าขึ้น เราจะดูว่าสิ่งที่ทำให้เราเจ็บคืออะไร ถ้าดูแล้วพบว่าเป็นหนามเล็กๆ และเข้าไม่ลึก เราก็จะรักษาด้วยตนเอง แต่ถ้าลึกหรือเป็นหนามสกปรก มีเลือดออก เราก็จะไปพบแพทย์ทันที

ปฏิกริยาการตอบสนองของเนื้อเยื่อเมื่อได้รับบาดเจ็บ

     เนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บไม่ว่าจากกรณีใด เช่น อุบัติเหตุ หรือจากการทำงาน จะเกิดกระบวนการซ่อมสร้างขึ้น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ คือ

     ระยะการอักเสบ

     ระยะการเจริญงอกงาม

     ระยะการสร้างรูปใหม่

     กระบวนการทั้ง 3 นี้ จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีการซ้อนกัน เพื่อจะนำสภาพของโครงสร้างและหน้าที่เดิมของเนื้อเยื่อกลับคืนมา

     ระยะอักเสบ เป็นระยะที่มีการขยายตัวของหลอดเลือด และอัตราการไหลเวียนของเลือดที่มาบริเวณนั้นจะมากกว่าปกติ จึงทำให้เกิดกระบวนการบวม แดง ร้อน และปวดขึ้น การใช้ความเย็นอย่างถูกวิธีสามารถช่วยให้อัตราไหลของเลือดที่มายังบริเวณที่บาดเจ็บ เท่ากับอัตราของเลือดที่ไหลออกไปได้ ทำให้เลือดไม่คั่ง จึงสามารถช่วยลดอาการบวม แดง ร้อน และปวดลงได้ โดยที่กระบวนการอักเสบเพื่อซ่อมสร้างเนื้อเยื่อยังคงดำเนินต่อไป

     และในระยะที่มีการเจริญงอกงาม และการสร้างรูปใหม่ของเนื้อเยื่อ ถ้าให้มีการเคลื่อนไหวของเนื้อเยื่อที่บาดเจ็บได้อย่างเหมาะสมกับความรุนแรงของการบาดเจ็บที่เกิดขึ้น จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อให้กลับเข้าสู่สภาพปกติ และช่วยป้องกันการยึดติดของเนื้อเยื่อ และข้อต่อที่ไม่พึงประสงค์ได้

     ขณะที่กระบวนการทั้ง 3 ดำเนินไปนั้น ถ้าหากจัดการกับเนื้อเยื่อที่ได้รับบาดเจ็บไม่เหมาะสมหรือไม่ได้รักษาที่สาเหตุให้ถูกวิธี การบาดเจ็บอาจเกิดซ้ำกับเนื้อเยื่อนั้นได้อีก กลายเป็นการอักเสบเรื้อรังที่ยากต่อการรักษาต่อไป หรือเกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆ ตามมาได้

วิธีการรักษาตนเองด้วยความเย็น

     การใช้ความเย็นเพื่อการรักษาที่จะแนะนำต่อไปนี้หมายถึงการใช้ความเย็นเฉพาะที่แบบวิธีประหยัด สะดวก ไม่ยุ่งยากและปลอดภัย สามารถใช้รักษาตนเองได้ โดยการใช้น้ำแข็ง หรือน้ำอุณหภูมิ 10-20 องศาเซลเซียส หรือแผ่นเจลเย็น หรือผ้าขนหนูชุบน้ำ หรือขวดพลาสติกใส่น้ำแล้วแช่ในช่องแช่แข็งของตู้เย็น

     วัสดุเหล่านี้ถูกใช้เป็นตัวถ่ายเทความเย็นให้แก่ร่างกายได้ทั้งสิ้น การจะเลือกใช้วัสดุใดขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้ใช้และส่วนของร่างกายที่ต้องการรักษา

     การใช้ความเย็นต่อร่างกายนั้น อาจให้ประโยชน์หรือให้โทษต่อร่างกายได้ ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ต่อไปนี้

  • อุณหภูมิของวัสดุที่จะให้ความเย็นแก่ร่างกาย
  • ระยะเวลาและวิธีการใช้ความเย็น
  • ความสามารถของระบบการไหลเวียนเลือดของร่างราย
  • ความมากน้อยของพื้นที่ผิวกายที่ได้รับความเย็น
  • อุณหภูมิของสิ่งแวดล้อม และ
  • โรคที่ทำการรักษา

     เราสามารถนำเอาความเย็นมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันเกี่ยวกับการรักษาอาการและโรคพื้นๆ บางอย่างได้ด้วยตนเอง เช่น การอักเสบของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น และข้อต่อ ที่ทำให้เกิดอาการข้อเคล็ด ข้อแพลง ปวดหลัง ปวดคอ ปวดเข่า ทั้งระยะเฉียบพลันและเรื้อรัง

     บ่อยครั้งมักจะเกิดคำถามว่า มีวิธีการใช้ความเย็นอย่างไรจึงจะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควรใช้ความเย็นอุณหภูมิเท่าใด วันละกี่ครั้ง ครั้งละกี่นาที

     การใช้ความเย็นรักษา โดยทั่วไปนิยมใช้แผ่นเจลแช่แข็งของตู้เย็น จนกระทั่งเย็นจัดหรือมีเกล็ดน้ำแข็งติดอยู่ เวลานำไปใช้ให้ห่อด้วยผ้าก่อน อย่าให้เกล็ดน้ำแข็งเกาะผิวหนังเพราะจำทำให้เกิดการไหม้ของความเย็น (burn) ได้

     อุณหภูมิของความเย็นที่ใช้รักษา ส่วนใหญ่อาศัยความรู้สึกของประสาทสัมผัสของผู้ที่ได้รับความเย็นเป็นตัวบ่งชี้ว่าควรได้รับขนาดใด ฉะนั้นจึงไม่ควรใช้ความเย็นรักษาผู้ที่มีประสาทสัมผัสเสียไป เพราะจะทำให้เกิดอันตรายต่อเนื้อเยื่อร่างกายได้ง่าย ซึ่งผู้ได้รับความเย็นควรรู้สึกเย็ดจัด มีอาการปวดเล็กน้อย แต่ทนได้และไม่รู้สึกปวดแสบปวดร้อนเกินไป ควรวางความเย็นครั้งละประมาณ 10-15 นาที ทำวันละ 3-4 ครั้ง เช่น เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน หรือแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 2-3 ชั่วโมง

     ที่สำคัญต้องใช้ความเย็นให้ตรงกับตำแหน่งของรอยโรคของความเจ็บปวดด้วย ไม่ใช้ความเย็นกับจุดที่รู้สึกปวดเท่านั้น เพราะบ่อยครั้งสาเหตุของความเจ็บปวดไม่ได้อยู่ตรงจุดที่รู้สึกปวด ตัวอย่างเช่น เราอาจรู้สึกปวดที่หัวไหล่ แต่เวลาเอามือกดที่ไหล่จะไม่เจ็บกลับไปเจ็บที่บริเวณสะลัก แสดงว่าสาเหตุของความเรู้สึกปวดที่หัวไหล่นั้นอยู่ที่บริเวณสะบัก ดังนั้นเวลาใช้ความเย็นรักษาควรวางที่บริเวณสะบักไม่ใช่ที่หัวไหล่

     อันที่จริงเมื่อเนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บ กระบวนการอักเสบควรจะต้องให้เกิดขึ้น แต่ควรได้รับการควบคุมให้เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้เนื้อเยื่อหายเป็นปกติ โดยไม่ทำให้ผู้บาดเจ็บรู้สึกทุกข์ทรมานจากการอักเสบนั้น

     มีวิธีการหนึ่งที่สามารถทำได้คือ การใช้ความเย็นกระตุ้นให้เกิดการตีบตัวของหลอดเลือดชั่วคราว ช่วยไล่ของเสียในหลอดเลือดดำให้ไหลกลับเข้าสู่ระบบการไหลเวียนเลือดเร็วขึ้นและกระตุ้นให้เนื้อเยื่อหดตัวช่วยบีบไล่ของเหลวและของเสียระหว่างเซลล็์ให้ไหลกลับเข้าท่อน้ำเหลือง ช่วยลดการบวม และเมื่อเอาความเย็นออกไป หลอดเลือดจะกลับมาขยายตัวใหม่ ดึงเลือดดีชุดใหม่ให้กลับมารักษาเนื้อเยื่อที่อักเสบอีกครั้งจึงเห็นได้ว่าการใช้ความเย็นไม่ได้หยุดยั้งกระบวนการอักเสบ แต่ไปช่วยลดอาการบวม แดง ร้อน และปวดที่เกิดจากกระบวนการอักเสบ

     ดังนั้น การใช้ความเย็นรักษาอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อ ควรใช้อย่างต่อเนื่องจนกว่าเนื้อเยื่อจะหายเป็นปกติ สามารถใช้ความเย็นได้กับทุกกรณีที่เนื้อเยื่อยังมีการอักเสบ ไม่ใช่ใช้เฉพาะ 72 ชั่วโมงแรกหลังการบาดเจ็บ

ตัวอย่างการรักษาตนเองด้วยความเย็น

     เมื่อเกิดอุบัติเหตุใหม่ๆ เช่น นิ้วมือถูกประตูรถหนีบ หกล้มเท้าแพลง หรือข้อมือซ้น ห้ามนวดหรือใช้ความร้อนรักษากับบริเวณนั้น เพราะจำทำให้เนื้อเยื่อได้รับอันตรายเพิ่มขึ้น

     เนื่องจากอุบัติเหตุส่วนมากจะทำให้เกิดการฉีกขาดของเนื้อเยื่อและหลอดเลือดฝอย เมื่อนวดหรือใช้ความร้อนจะทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัวเพิ่มขึ้น จะมีเลือดออกมาคั่งทับเนื้อเยื่อบริเวณนั้นให้ตายเพิ่มขึ้นจะทำให้เนื้อเยื่อเพิ่มการบาดเจ็บมากขึ้น

     เมื่อเกิดอุบัติเหตุใหม่ๆ ควรใช้สูตร RICE : R=REST, I=ICE, C=COMPRESS, E=ELEVATE คือ

     1. พัก (R=REST) ให้ส่วนของร่างกายที่ได้รับบาดเจ็บอยู่นิ่งๆ

     2. ประคบเย็น (C=ICE) ให้ใช้น้ำแข็งหรือความเย็นประคบประมาณ 10 นาที (-+5 นาที) แล้วพัก 10 นาทีแล้วประคบใหม่

     3. กด (C=COMPRESS) ให้มีการกดห้ามเลือดบริเวณนั้น

     4. ยก (E=ELEVATE) ให้ยกส่วนของร่างกายนั้นให้สูงกว่าระดับหัวใจเพื่อที่เลือดจะได้ไหลกลับเข้าหัวใจได้ง่ายขึ้น

     ให้ใช้สูตร RICE ทำจนกว่าจะเห็นการบวดยุบลง

     ปกติถ้าความรุนแรงของการบาดเจ็บไม่มากนัก จะเห็นการบวมยุบลงทันที แต่ยังไม่หายไปหมด ให้ทำ RICE ต่อไปทุกวันจนกว่าผิวหนังบริเวณนั้นจะกลับเป็นปกติทำวันละ 3-4 ครั้ง

     ควรรักษาตนเองอยู่ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ถ้ายังไม่หายควรปรึกษาแพทย์หรือนักกายภาพบำบัดต่อไป แต่ถ้าขณะทำ อาการบวม และปวด ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ให้ระวังเรื่องกระดูกหัก ควรรีบส่งปรึกษาแพทย์ทันที

     ขณะที่ผู้อานกำลังรักษาตนเองอยู่นั้น ควรจะต้องมีการออกกำลังกายแบบต่างๆ ทั้งการยืดกล้ามเนื้อ การเพิ่มกำลังและความทนของกล้ามเนื้อ เพื่อให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและไม่เกิดการยึดติดของเนื้อเยื่อที่กำลังถูกซ่อมสร้าง

     นอกจากนั้น ควรมีการตรวจสอบการทำงานของกล้ามเนื้อและข้อต่อบริเวณใกล้เคียงกับที่บาดเจ็บด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการบาดเจ็บซ้ำ

ความเย็นเฉพาะที่ทำอะไรกับร่างกาย

     1. ทำให้หลอดเลือดตีบตัวชั่วคราว

     เมื่อให้ความเย็นแกผิวหนังเฉพาะที่ ร่างกายจะมีปฏิกิริยาตอบสนองต่อความเย็นทันที เพื่อลดการระบายความร้อนออกไปจากบริเวณนั้น

     โดยเริ่มแรกจะมีการตีบตัวของหลอดเลือดที่ผิวหนัง แล้วตามด้วยการตีบตัวของหลอดเลือดใต้ผิวหนังลงไป

     ผลข้อนี้เป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยห้ามเลือดไม่ให้ออกมากเมื่อมีหลอดเลือดฝอยแตก เวลาที่เนื้อเยื่อได้รับบาดเจ็บมาใหม่ๆ

     เพราะถ้าปล่อยให้มีเลือดออกนอกหลอดเลือด เลือดนั้นจะไปอยู่ระหว่างเซลล์ ทำให้เกิดการบวมไปกดเซลล์ให้ตาย และไปกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวด ทำให้ปวดมากขึ้น

     ดังนั้น จำเป็นที่จะต้องรีบให้ความเย็นที่เย็นจัดๆ ทันทีตรงบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บมาใหม่ๆ เพื่อให้หลอดเลือดตีบตัว ห้ามใช้ความร้อนเด็ดขาดเพราะความร้อนจะทำให้หลอดเลือดขยายตัว เลือดออกเพิ่มขึ้น เพิ่มการบาดเจ็บของเซลล์มากขึ้น

     ผู้อ่านจะพบว่าความเย็นสามารถช่วยลดอาการบวม การปวด และการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อได้อย่างน่าอัศจรรย์

     2. ทำให้การเผาผลาญ (การเปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงาน) ของเซลล์ลดลง

     เมื่ออัตตราการเผาผลาญดังกล่าวของเซลล์ลดลงจะส่งผลให้ความต้องการใช้ออกซิเจนและอัตราการสร้างของเสียที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญของเซลล์ ลดลงตามลงมา ทำให้การบาดเจ็บของเซลล์เกิดจากการขาดออกซิเจนและอาการปวดที่เกิดจากของเสียกระตุ้นตัวรับความเจ็บปวดลดลงไปด้วย

     นอกจากนั้นยังพบว่าอัตราการเปลี่ยนแปลงอาหารให้เป็นพลังงานที่ลดลงนี้จะส่งผลใหกล้ามเนื้อทำงานได้ทนขึ้น (เนื่องจากมีพลังงานสำรองใช้ได้นานขึ้น) และมีอาการเมื่อยล้าช้ากว่าปกติ

     3. ผลต่อเส้นประสาท

     พบว่า ความเย็นสามารถลดอัตราการนำสัญญาณประสาทของเส้นประสาทที่นำความเจ็บปวด จึงสามารถลดอาการปวดลงได้

     ความเย็นนสามารถกระตุ้นสมองส่วนกลางให้เกิดการหลั่งสาร เอ็นคีฟาลิน (enkephalin) และเอนดอร์ฟิน (endorphin) ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสบาย

     นอกจากนั้น ยังพบว่าความเย็นสามารถลดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อลงได้โดยมีผลลดการนำสัญญาณประสาทของเซลล์ประสาทแกมมา (y Motor Nuerone)

อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้ความเย็นเฉพาะที่

     อันตรายที่อาจเกิดขึ้นจาการใช้ความเย็นเฉพาะที่พบได้บ่อยคือ ผิวหนังบริเวณที่สัมผัสกับความเย็นจัดๆ จะเกิดการไหม้ของความเย็นขึ้น โดยพบว่าผิวหนังบริเวณนั้นจะแข็งและซีดคล้ายกับเนื้อที่ถูกแช่แข็ง หลังจากนั้นผิวหนังบริเวณนั้นจะแดงและเป็นตุ่มพองขึ้น

     ถ้าพบความผิดปกติเหล่านี้ก่อนที่ตุ่มพองจะเกิดขึ้นให้ใช้ยาที่เป็นครีมทาแก้แพ้ เช่น ยาเบตาเมทาโซน (Beta-metazone) หรือยาบัวหิมะของจีน ทาบริเวณผิวหนังที่ซีดหรือแดงนั้นทันที จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการพองของเนื้อเยื่อได้

     แต่ถ้าเกิดการพองแล้วก็ให้เจาะเอาน้ำออกแล้วทายาเบตาเมทาโซน หรือยาบัวหิมะ หลังจากนั้นปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่ฆ่าเชื้อ เพื่อป้องกันการติดเชื้อต่อไป

     นอกจากนั้น จะต้องระวังการใช้ความเย็นจากแผ่นเจลเย็นที่แช่แข็งจนมีเกล็ดน้ำแข็งติดที่แผ่นเจลเพราะจะทำให้เกิดการไหม้ของความเย็นได้ง่าย

     เวลาใช้ ต้องมีผ้าหุ้มแผ่นเจลนี้อีกชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกล็ดน้ำแข็งเกาะติดกับผิวหนัง จนทำให้เซลล์ผิวหนังชั้นหนังกำพร้าหลุดติดเกล็ดน้ำแข็งออกมา

ข้อควรระวังในการรักษาด้วยความเย็น

     ไม่ควรใช้ความเย็นกับผิวหนังที่มีความผิดปกติเช่น มีแผลเปิด สูญเสียความรู้สึกรับรู้อุณหภูมิ มีความไวต่อความเย็นหรือแพ้ความเย็นได้ง่าย และไม่ควรใช้ความเย็นกับผู้ป่วยที่มีปัญหาทางระบบประสาท ระบบการหายใจและการไหลเวียนลือด ระบบต่อมไร้ท่อเพราะอาจเกิดปฏิกิริยาการตอบสนองของร่างกายต่อความเย็นที่ต่างไปจากบุคคลปกติทั่วไป

สรุป

     ความเย็นสามารถใช้รักษาการอักเสบ การบวมปละการปวดเนื้อเยื่อได้ เป็นวิธีธรรมชาติของร่างกายที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิที่ผิวกาย โดยไม่ต้องอาศัยยาใดๆ ทั้งสิ้น

     การเปลี่ยนแปลงของร่างกายจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว เฉพาะขณะที่มีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเนื้อเยื่อ ณ จุดนั้น หลังจากนั้นสภาพขอร่างกายจะกับสู่สภาวะเดิมก่อนที่จะได้รับความเย็น

     การใช้ความเย็นจึงไม่ได้หยุดยั้งกระบวนการอักเสบ แต่สามารถช่วยลดการบวม แดง ร้อน และปวดบริเวณที่อักเสบลงได้ และสามารถใช้ความเย็นรักษาเนื้อเยื่อบริเวณที่อักเสบไปได้เรื่อยๆ จนกว่าเนื้อเยื่อจะหายเป็นปกติ และสามารถใช้ความเย็นรักษาเนื้อเยื่อบริเวณที่อักเสบได้เรื่อยๆ จนกว่าเนื้อเยื่อจะหายเป็นปกติ

     ผู้อ่านต้องระลึกเสมอว่า ขณะที่เกิดการบาดเจ็บการใช้งานบริเวณที่บาดเจ็บจะลดลง จึงทำให้กล้ามเนื้ออ่อนกำลังลง ดังนั้นเมื่อเนื้อเยื่อจากการบาดเจ็บหายเป็นปกติ ต้องเข้าใจว่ากล้ามเนื้อยังไม่แข็งแรง

     ถ้าต้องการกลับไปทำงานอย่างเดิมจะต้องค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักงานให้กับกล้ามเนื้อ มิฉะนั้นกล้ามเนื้อจะกลับมาบาดเจ็บได้อีก

     การใช้ความเย็นรักษาอาการเจ็บปวดของเนื้อเยื่อนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษาเท่านั้น การที่จะรักษาอาการเจ็บปวดให้หายได้อย่างถาวรหรือหายได้อย่างมีประสิทธิภาพนั้น จำเป็นที่จะต้องแก้ไขสาเหตุที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ดูแลร่างกายให้ปราศจากสาเหตุที่มากระตุ้นให้เกิดความเจ็บปวด หรือเกิดการบาดเจ็บซ้ำๆ ด้วย

     ขอย้ำอีกครั้งว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเกิดขึ้นจากการออกกำลังกายเท่านั้น ไม่มีใครทำให้กล้ามเนื้อเราแข็งแรงได้นอกจากตัวเอง

     รศ.กันยา ปาละวิวัธน์

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 395