มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
หมอชั้นหนึ่ง รักษาโรคที่ยังไม่เป็น
 
 
   

     หมอชั้นหนึ่งรักษาโรคที่ยังไม่เป็น

     หมอชั้นสองรักษาโรคที่ใกล้จะเป็น

     หมอชั้นสามรักษาโรคที่เป็นแล้ว

     วันหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้ผมได้ชมรายการโทรทัศน์ของเมืองจีน ที่พูดถึงหลักปรัชญาของการแพทย์จีน วิทยากรเป็นนักวิชาการอาวุโสด้านปรัชญาที่ร่วมออกรายการได้กล่าวถึง "หมอสามชั้น" ดังกล่าวข้างต้น

     เขาให้ความสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคมากกว่าการรักษาโรค เขายกย่องหมอที่ สามารถทำให้คนที่ปกติไม่ให้ป่วยใช้ได้นั้นเป็นหมอชั้นเลิศ (ชั้นที่หนึ่ง) หมอที่ทำให้คนที่มีความเสี่ยงหรือใกล้จะเกิดโรค (เช่น น้ำหนักเกิน มีปันธุกรรมของโรคต่างๆ  มีพฤติกรรมสุขภาพที่ไม่ดีต่างๆ) ไม่ให้ป่วยเป็นโรคได้นั้นเป็นหมอชั้นกลาง (ชั้นที่สอง) เป็นเลิศรองลงมา ส่วนหมอที่สามารถทำการเยียวยารักษาคนที่เจ็บป่วยแล้วนั้นนับว่าเป็นหมอชั้นที่สาม

     ในวงการสาธารณสุขสมัยใหม่ก็มีแนวคิดในทำนองเดียวกันว่า "การป้องกันโรคย่อมดีกว่าการรักษาโรค" หรือ "กันไว้ดีกว่าแก้"

     ในบ้านเราจึงมีการรณรงค์เรื่อง "สร้างนำซ่อม" คือ เน้นการสร้างสุขภาพมากกว่าการซ่อมสุขภาพ เช่น รณรงค์เรื่องการบริโภคอาหารสุขภาพการออกกำลังกาย การผ่อนคลายอารมณ์และความเครียด การลดละสุรา ยาสูบ สารเคมีและสิ่งที่เป็นพิษภัยต่างๆ การป้องกันโรคติดต่อ (เช่น เอดส์ วัณโรค ไข้เลือดออก ไข้หวัดใหญ่ อหิวาต์ โรคที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีนต่างๆ) การป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน โรคหัวใจ และมะเร็งการรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ เป็นต้น

      หน่วยบริการสาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขตามชุมชนต่างๆ ก็ได้มีการตรวจคัดกรองสุขภาพของประชาชน และจัดแบ่งประชาชน ออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ "กลุ่มปกติ" "กลุ่มเสี่ยง" และ "กลุ่มป่วย" ดำเนินการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้กับกลุ่มปกติและกลุ่มเสี่ยง ซึ่งก็นับว่าตรงตามแนวคิดเรื่องหมดชั้นหนึ่งและหมอชั้นสองของจีนเลยทีเดียว ส่วนกล่มป่วย (ที่พบบ่อยในชุมชน ได้แก่ เบาหวาน ความดันสูง) ก็ได้ช่วยจัดการให้ได้รับการดูแลรักษาที่ดี ซึ่งก็ตรงตามแนวคิดเรื่องหมดชั้นสามของจีนนั่นเอง

     แนวคิดเรื่อง "หมอสามชั้น" นี้หาได้ลดค่าการรักษาพยาบาลลงไม่ แต่เน้นว่าควรหาทางทำให้คนเราอย่าได้ป่วยไข้ในโรคที่ป้องกันได้ และหากต้องเจ็บป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็จำเป็นต้องมีการบำบัดรักษาให้ได้ทั่วถึงและมีคุณภาพ

     นักวิชาการจีนท่านนั้นยังได้ให้หลักในการเสริมสร้างสุขภาพไว้ดังนี้

     1. ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องตามกฏธรรมชาติ ให้เกิดความสมดุลของชวิต*

     2. รู้จักประมาณในการบริโภค (การกิน การดื่ม) ให้พอดี และถูกต้อง

     3. มีวินัยในการใช้ชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอน

     4. ไม่มองข้ามการเคลื่นไหวร่างกาย

     5. ทำจิตใจให้ปลอดโปร่ง ร่าเริง แจ่มใส

     ท้ายที่สุด ท่านยังได้แนะนำว่า เมื่อเกิดการเจ็บป่วย ผู้ป่วยต้องเปิดใจยอมรับ ใฝ่ใจค้นคว้าศึกษาและรับการบำบัดรักษาตามหนทางที่เหมาะสม ไม่ควรหวาดระแวง (สงสัยจะเป็นนั่นเป็นนี่ไปสารพัดจนเกิดความวิตกกังวล เป็นทุกข์) ไม่ควรหวั่นกลัว (จนละเลยวิธีรักษาที่ดี) และไม่เศร้าโศกเสียใจ ท้อแท้สิ้นหวัง (จนขาดสติหรือทำลายตัวเอง) สภาพจิตที่เป็นลบเหล่านี้มีแต่จะบั่นทอนจิตใจและร่างกายให้อ่อนแอ ซึ่งไม่มีผลดีต่อการฟื้นหายจาโรคที่เป็น

     ข้อคิดที่ได้จากรายการนี้ก็คือเราต้องหันมาเป็น "หมอชั้นหนึ่ง" ของตัวเอง ลงมือรักษาโรคที่ยังไม่เป็น ด้วยการสร้างเสริมสุขภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคมและสิ่งแวดล้อม อย่างถ้วนหนัากันเถิด

* ชีวิตเรามีความเกี่ยวพันกับปัจจัยต่างๆ อย่างเป็นองค์รวม ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้มีลักษณะทั้งที่ขัดแย้งกันและส่งเสริมกัน ตามทฤษฎี "หยิน-หยาง" ของจีน (เอกภาพของคู่ที่มีลักษณะตรงกันข้าม) เช่น ความสมดุลระหว่าง ร่างกายกับจิตใจ ความมั่งคั่งทางวัตถุกับความสุขทางใจ การตื่นกับการหลับ การทำงานกับการพักผ่อน การงานกับครอบครัว ส่วนตัวกับส่วนรวมเป็นต้น

     นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 395