มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
เมื่อผมเป็น "ไฟลามทุ่ง"
 
 

     ช่วยปลายปีที่ผ่านมา ผมถูกไฟลามทุ่งเล่นงาน

     เรื่องของเรื่องก็เพราะความสะเพร่า และความประมาทของผม

     ประมาณ 1 สัปดาห์ก่อนก่อนสิ้นปีผมได้รับเชิญไปบรรยายที่เชียงรายเลยถือโอกาสพาครอบครัวไปเที่ยวรับลมหนาวและชมดอกไม้งามที่เชียงใหม่และเชียงราย

     เช้าวันสุดท้ายก่อนกลับกรุงเทพฯ หลังอาบน้ำแต่งตัวเสร็จ ผมเผลอไปเดินกระแทกของเตียงที่โผล่ยื่นออกมาเข้าอย่างจัง เจ็บกระดูกหน้าแข้งตรงใต้หัวเข่าซ้ายจนน้ำตาเล็ด เลิกขากางเกงขึ้นก็พบมีแผลปริยาวเกือบ 1 ซม. กว้าง 2-3 มม. มีเลือดซิบ ใช้ผ้าสะอาดซับเลือดและกดปากแผลสักพักเลือดก็หยุดไหลเห็นว่าแผลสะอาด ไม่มีสิ่งสกปรกปนเปื้อน จึงไม่ได้ล้างแผล รีบเดินไปบรรยายตามตารางกำหนด ปล่อยแผลเปิดไว้จนกระทั่งเย็น จึงค่อนหาพลาสเตอร์มาปิดแผลเพื่อกันน้ำเวลาอาบน้ำ

     วันนั้นทั้งวันและวันต่อๆ มาผมก็ยังคงเดินมากเช่นปกติ ทั้งๆ ที่รู้สึกปวดกระดูกหน้าแข้งตรงที่โดนกระแทก

     เช้าวันที่ 2 หลังเกิดเหตุ ผมเริ่มสังเกตเห็นรอยเส้นสีแดงเป็นแนวใต้แผลลงมายาวประมาณ 5 - 6 ซม. ใช้หลังมือคลำดูออกร้อนแผ่นกว่าผิวหนังปกติ

     ผมสังหรณ์ใจว่ารอยเส้นสีแดงออกร้อนนั้นน่าจะเป็นอาการติดเชื้ออักเสบของท่อน้ำเหลืองที่อยู่ใต้ผิวหนังแต่ประหลาดใจว่าบริเวณแผลปริกลับไม่มีร่อยรอยของการอักเสบแต่อย่างใด และก็ไม่มีอาการเป็นไข้ ปวดศรีษะ ซึ่งมักพบร่วมด้วยกับโรตติดเชื้อแบบนี้ได้

     ผมลังเลว่าจะรีบกินยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อเลย หรือรอดูอาการเปลี่ยนแปลงตอนเย็นดี เพราะการใช้ยาปฏิชีวนะเกินจำเป็นก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่ดี

     ใจหนึ่งก็กลัวว่าผมกำลังถูกไฟลามทุ่งเล่นงามเข้าให้เสียแล้ว หากปล่อยทิ้งไว้ครึ่งวัน เชื้ออาจลุกลามรุนแรง เพราะเคยเห็นอาการติดเชื้อรุนแรงของคนที่เป็นโรคนี้ที่ปล่อยปละละเลยไว้นาน จนต้องเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาลเสียหลายวัน

     ในที่สุดผมก็ตัดสินใจกินยาปฏิชีวนะ ที่มีชื่อว่า "โคอะม็อกซีคลาฟ (co-amoxiclav)" (ซึ่งสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด) ในเช้าวันนั้น

    ต่อมาก็พิสูจน์ว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องและทันกาล มิได้ประเมินต่ำจนปัญหารุนแรง เอาไม่อยู่ และมิได้ประเมินสูงเกินไปจนเป็นการแก้ปัญหามากเกินเหตุ (สิ้นเปลืองและเสี่ยงต่อผลข้างเคียงของยา)

     หลังจากกินยาปฏิชีวนะได้ 2 วันเต็ม รอยเส้นสีแดงก็จางหายไป แสดงว่าอาการติดเชื้ออักเสบนั้นทุเลาขึ้นแล้ว

    แต่กลับพบรอยผื่นแดงเป็นปื้นกว้าง 3 ซม. ยาว 4-5 ซม. แล้ววันต่อๆ มาแผ่กว้างขึ่นและลุกลามลงมาที่ตาตุ่ม เป็นไปในลักษณะของไฟลามทุ่ง ทีแรกออกร้อนนิดๆ แต่ต่อมาเพียง 1-2 วันก็กลับมาเย็นเป็นปกติไม่มีอาการปวด บวม หรือเป็นตุ่มน้ำพองแบบอาการไฟลามทุ่งที่เคยพบ

     ผมแน่ใจว่าใช้ยาควบคุมการติดเชื้อได้ผล แต่สงสัยว่าทำไมกลับมีการลุกลามของผื่นแดงต่อไป ผมคาดเดาว่าคงเกิดจากการกัดเซาะของพิษของเชื้อโรคไปตามใต้ผิวหนัง เพราะเชื้อบางชนิดสามารถปล่อยพิษออกมาได้

    เมื่อทำการค้นหาข้อมูลใน google.com ก็พบรายงานหนึ่งกล่าวไว้ชัดเจนว่า ผื่นแดงที่ลุกลามนี้เกิดจากพิษ (exotoxin) ที่เชื้อโรคปล่อยออกมาไม่ได้เกิดจากตัวเชื้อโรคโดยตรง แม้ว่าเชื้อจะถูกกำจัดไป พิษนี้ก็ยังกัดเซาะเป็นผื่นแดงลุกลามได้นานถึง 2-3 สัปดาห์จึงจะหายไปเอง

     ผมเผ้าสังเกตดูอาการเปลี่ยนแปลงของผื่นแดงทุกวัน และถ่ายภาพไว้เปรียบเทียบทุกวัน ก็พบว่ามีผื่นแดงอยู่นานเพียง 10 วันก็หายสนิท

     ผมกินยาอยู่ 10 วัน เมื่อแน่ใจว่าหายดีแล้วจึงหยุดกิน อาการไฟลามทุ่งของผมถือว่าเป็นไม่มากและฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องเพราะได้รีบให้การรักษาตั้งแต่แรกเริ่มเป็นการตัดไฟแต่ต้นลม ประกอบกับร่ายกายยังมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง ไม่เป็นโรคเบาหวานที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ (ผู้ป่วยเบาหวานถ้าเป็นโรคติดเชื้อมักจะรุนแรง) และออกกำลังกายเป็นประจำ (การออกกำลังกายช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรค ก็ได้เห็นประโยชน์ของสิ่นนี้ในคราวนี้)

     บเรียนคราวนี้ของผมก็คือ ความสะเพร่านำพาให้เกิดอุบัติเหตุ และเมื่อเกิดบาดแผลมีความประมาทไม่รีบรักษาความสะอาดด้วยการล้างน้ำสบู่ และปิดพลาสเตอร์ตั้งแต่แรก จึงทำให้เกิดการติดเชื้อ

     ส่วนบทเรียนที่ดีก็คือ การเฝ้าสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด ช่วยให้ค้นพบปัญหาการติดเชื้อตั้งแต่แรก และให้ยารักษาได้ทันกาล โรคจึงไม่ได้ลุกลามรุนแรง

     ท่านที่สนใจเรื่อง "ไฟลามทุ่ง" ก็ขอเชิญอ่านในคอลัมน์ "สารานุกรมทันโรค" ฉบับนี้ได้

     นพ.สุรเกียรติ อาชานุภาพ

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารหมอชาวบ้าน ฉบับที่ 394