มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
สูตรไม่ลับ ลดความอ้วนฉบับชีวจิต
 
 
    ในอดีต โรคอ้วนเคยเป็นปัญหาหนักเฉพาะในประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น เนื่องจากการดำเนินชีวิตประจำวันของอเมริกันชนนั้นเอื้อต่อการเพิ่มขึ้นของน้ำหนัก โดยในปี 1999 มีคนเป็นโรคอ้วนกว่า 56.4 เปอร์เซ็นต์ แต่พอก้าวเข้าสู่ปี 2000 ยอดผู้ป่วยโรคอ้วนก็พุ่งขึ้นถึง 61 เปอร์เซ็นต์ ทำให้รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณเป็นจำนวนมากในการแก้ปัญหาดังกล่าว

     แต่จากผลการประชุมครั้งล่าสุดขององค์กรอนามัยโลก (World Health Organication: WHO) ระบุว่า ปัจจุบันโรคอ้วนกำลังกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบหนักต่อการให้บริการทางสาธารณสุขและสังคมในแถบภูมิภาคอื่นๆ ของโลกด้วยเหมือนกัน

     ประเทศไทยเองก็กำลังเจอวิกฤติโรคอ้วนด้วยเช่นกัน แถมมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เผยผลการสำรวจโรงเรียนในกรุงเทพฯ พบว่าเด็กมีปัญหาโรคอ้วนถึงหนึ่งในสี่ของโรงเรียนทั้งหมด หรือประมาณร้อยละ 25 ซึ่งถือว่าอยู่ในอัตราที่สูงมาก

     นอกจากความอ้วนจะเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรคแล้ว ยังส่งผลให้คนที่ประสบปัญหาดังกล่าวได้รับผลกระทบทางด้านจิตใจและหาทางออกด้วยวิธีผิดๆ จนเกิดเรื่องเศร้าสลดอยู่บ่อยๆ คอลัมน์ "เรื่องพิเศษ" ฉบับนี้จึงขอเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับหนทางสู่สุขภาพดีให้หนุ่มสาวเจ้าเนื้อทั้งหลายด้วยวิธีการลดน้ำหนักตามแนวทางชีวจิต รับรองว่าปลอดภัยหายห่วงค่ะ

จุดเริ่มต้นของความอ้วน

     จากกระแสวัฒนธรรมต่างๆ จากโลกตะวันตกที่หลั่งไหลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินชีวิตของคนไทย ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี เรื่อยมาจนถึงพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไปจากเดิมมาก คนกินผักน้อยลง แต่หันไปกินขยะ ทั้งแป้งขาว ไขมัน และน้ำตาลมากขึ้น ขณะที่กิจกรรมต่างๆ ก้ไม่เอื้อต่อการดูแลสุขภาพ ขาดการออกกำลังกาย ส่งผลให้ร่างกายสะสมแคลอรีมากขึ้น ซึ่งสวนทางกับการขับของเสียออกจากร่างกายที่ไม่สมดุลกัน อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง ต้นตำรับของชีวจิตจึงกล่าวว่า

     "หากการกินอาหารเข้าไปและขับถ่ายออกมาไม่สมดุลกัน กล่าวคือ กินเข้าไปในปริมาณมาก แต่ขับถ่ายออกมาน้อย ไม่พอดีกัน หนทางสู่ความอ้วนก็อยู่แค่เอื้อมยิ่งถ้าทำให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องไกลตัวด้วยการอยู่นิ่งๆ ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่ทำงานในออฟฟิศ เมื่อเลิกงานแล้วมุ่งตรงกลับบ้านหรือแวะร้านอาหารฟาสฟู้ดข้างทาง กินเสร็จแล้วก็นอน เรื่องอาหารที่เข้าและออกไม่เท่ากันจึงเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้อ้วน"

     นอกจากนั้นอาจารย์สาทิสยังแจกแจงถึงสาเหตุที่ทำให้โรคอ้วนกำลังเป็นปัญหาในไทยว่า ปัจจุบันพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนไทยเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งเป็นการเลียนแบบฝรั่งทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น

     ถูกปลูกฝังการกินแบบผิดๆ มาตั้งแต่เด็ก พ่อแม่ยุคไอทีมักปลูกฝังให้ลูกกินอาหารจานด่วนแทนการปรุงอาหารกินเองที่บ้านมาตั้งแต่ขวบปีแรก แล้วก็ติดเป็นนิสัยเรื่อยมาจนถึงอายุ 30 โดยไม่เคยสังเกตว่าร่างกายเผาผลาญพลังงานน้อยลง เมื่ออายุมากขึ้นโรคอ้วนจะตามมา

     กินอาหารนอกบ้านแบบผิดๆ ไม่ว่าจะเป็นอาหารขยะที่ประกอบไปด้วยจำพวกแป้ง น้ำตาล ไขมัน เช่น พิซซ่า ไอศกรีม ช็อกโกแลต น้ำอัดลม ขนมเค้ก ฯลฯ

     ไม่ออกกำลังกาย กิจกรรมยอดนิยมของวัยรุ่นไทยตอนนี้ได้แก่ นอนดูทีวี เล่นเกมและคอมพิวเตอร์อยู่กับบ้านมากกว่าออกกำลังกาย

ความอ้วนโรค

     อาจารย์สาทิสกล่าวว่า ตามธรรมชาติทั่วไปแล้วคนอ้วนมักติดนิสัยการกินอาหารจำพวกของหวาน ของทอด ของมัน ซึ่งอาหารพวกนี้เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วมักจะย่อยไม่หมด

     อาหารพวกนี้จะกลายเป็นไขมันไปเกาะอยู่ที่ตับ ซึ่งมีหน้าที่ช่วยย่อยอาหารประเภทไขมัน เก็บสำรองอาหาร และขจัดสารพิษที่ถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อตับถูกทำลายก็จะส่งผลให้น้ำหนักผิดปกติ เมื่อน้ำหนักเพิ่มมากขึ้นถึงขั้นอ้วนยังเป็นบ่อเกิดของสารพัดโรค เช่น

     โรคหัวใจ คนอ้วนมักมีคอเลสเทอรอลสูง ซึ่งอาจทำให้มีการสะสมลิ่มเลือดในหลอดเลือดแดง ทำให้เส้นเลือดอุดตัน ไม่สามารถนำออกซิเจนและสารอาหารต่างๆ ส่งไปเลี้ยงหัวใจได้ตามปกติ ทำให้เกิดอาการหัวใจวายได้

     โรคหลอดเลือดสมอง คนอ้วนที่มีอาหารของโรคเบาหวานร้อยละ 90 มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองสูงประมาณ 2 - 4 เท่า โรคนี้เกิดจากหลอดเลือดแตกหรือลิ่มเลือดอุดหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมอง ส่งผลให้เซลล์ประสาทถูกทำลาย

     โรคเบาหวาน ผู้ที่มีไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้องมากเกินไปมักเกิดภาวะต้านอินซูลิน ทำให้มีการสะสมกลูโคสในร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เป็นเบาหวานได้ และภาวะแทรกซ้อนประการหนึ่งคือการทำลายหลอดเลือดในจอตาสามารถทำให้ตาบอดได้

     โรคตับ คนอ้วนหลายคนมีการสะสมไขมันในตับ ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคตับแข็งในผู้ป่วยร้อยละ 10 และทำให้เกิดอาการตับวายได้

     โรคเกี่ยวกับข้อ น้ำหนักส่วนเกินทำให้กระดูกสันหลัง ข้อสะโพก และข้อเข่าล้า และมีผลทำให้สะโพกอ่อนเสื่อมสภาพ ช่องข้อต่อจะหดแคบลง และกระดูกข้อต่อจะบดทับกัน ส่งผลให้เกิดโรคข้อต่ออักเสบ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ

     โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ คนอ้วนมีโอกาสเป็นโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่สูง เนื่องจากการสะสมไขมัน โดยเฉพาะบริเวณหน้าท้อง ซึ่งผู้ชายที่มีการสะสมตัวของไขมันที่หน้าท้องมีความเสี่ยงสูงกว่าคนอ้วนทั่วไป

     โรคความดันโลหิตสูง ผู้ที่มีไขมันในร่างกายสูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองแตก และโรคไตตามมา

     ยังไม่นับรวมถึงโรคเล็กๆ น้อยๆ ที่เป็นทีไรมักนำความหงุดหงิดรำคาญใจมาให้อยู่ร่ำไป ไม่ว่าจะเป็นไมเกรน ภูมิแพ้ และไข้หวัด เหล่านี้ล้วนเป็นปรากฏการณ์และข้อมูลจริงที่มีการยืนยันทางการแพทย์มาแล้ว

     นอกจากนี้ความอ้วนยังส่งผลให้แก่เร็วขึ้น และที่สำคัญคือจะย่นอายุของเราให้สั้นลง ส่งผลให้มีความเครียดพอกพูน ขึ้นเป็นเงาตามตัวจนยากที่หาทางแก้ไข

สุขภาพใจ ใครว่าไม่สำคัญ

     เมื่อน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น ไม่เพียงแต่ปัญหาทางด้านร่างกายเท่านั้นที่คุกคามศักยภาพของคนอ้วน เพราะส่วนใหญ่คนเหล่านี้มักมีปกในใจ โดยเฉพาะเรื่องของปัญหาทางด้านสุขภาพจิตนั้น คนอ้วนมีค่อนข้างสูง ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังต่อไปนี้

     มีความกังวล ขาดความมั่นใจในรูปร่างของตัวเอง กลัวไม่หล่อไม่สวย รู้สึกว่าตัวเองไม่สวยงาม น่าหัวเราะเยาะกับรูปร่างที่อุ้ยอ้าย

     รู้สึกมีปมด้วย รับตัวเองไม่ค่อยได้ ซ้ำร้ายไปกว่านั้นบางคนถึงขั้นเกลียดตัวเอง กระทั่งไม่กล้าแม่แต่จะส่องกระจกเพราะคิดว่าตัวเองดูไม่ดี

     ซึมเศร้า นานเข้าก็จะกลายเป็นคนขี้หงุดหงิด ขี้โมโห อ่อนเพลีย และซึมเศร้า เกิดความเบื่อหน่าย ปราศจากจุดมุ่งหมายในชีวิต

     สะสมความเครียด อย่างไรเสียคนอ้วนก็ยังอยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ อยากเป็นที่ดึงดูดสายตา และอยากดูดีในสายตาของคนในสังคมทั้งนั้น โดยเฉพาะเพศตรงข้าม แต่ในเมื่อรูปร่างของตนเองหาเสื้อผ้าใส่ยาก เลยพานทำให้ไม่อยากออกไปเจอสังคมภายนอก เกลียดการเข้าสังคม จนสะสมเป็นความเครียด พอเครียดมากๆ ก็จะกิน ยิ่งกินก็ยิ่งเครียด เพราะยิ่งอ้วน ที่สุดก็พยายามหาทางออกให้ตัวเองในทางที่ผิด หนึ่งในนั้นคือการเข้าคอร์สลดความอ้วนตามคลีนิกต่างๆ

     เพราะฉะนั้นนอกจากจะต้องปรับสภาพจิตใจให้เข้มแข็งแล้ว คนอ้วนยังจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีภูมิคุ้มกันทางด้านร่างกายที่แข็งแรงด้วย

ลดความอ้วนด้วยตัวเอง

     การลดน้ำหนักแบบชีวจิตนั้น นอกจากจะเน้นในเรื่องอาหารและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว การทำสมาธิหรือรีแล็กเซซั่นก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ

     การออกกำลังกาย ทำให้เกิดการเผาผลาญอาหารเร็วขึ้น ร่างกายกระปรี้กระเปร่า สุขภาพแข็งแรง รูปร่างดีขึ้นและที่สำคัญที่สุดคือ ไม่ต้องเสียเงินไปชื้อยาลดความอ้วน

     การออกกำลังกายให้ได้ผลต้องให้ถึงพีค กล่าวคือ จนเหงื่อโซมกาย รู้สึกเหนื่อย หัวใจเต้นแรง ชีพจรเต้น 120 ครั้งต่อนาที เมื่อถึงพีค ร่างกายจะได้ยาวิเศษหรือได้รับสารแห่งความสุข นั่นคือเอนดอร์ฟินจะหลั่งออกมา ทำให้รู้สึกปลอดโปร่งและมีความสุข เพราะฉะนั้นควรจะหาเวลาออกกำลังกายแบบไหนก็ได้ให้ถึงพีค

     เทคนิคการออกกำลังกายสำหรับคนอ้วน

  • พยายามออกกำลังกายด้วยวิธีไหนก็ได้วันละ 30 นาที
  • พยายามเดินให้มากขึ้น เพราะการเดินเป็นการเริ่มต้นออกกำลังกายที่ดี
  • เพิ่มการเคลื่อนไหวออกแรงในชีวิตประจำวัน เช่น เดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์หรือบันไดเลื่อน
  • หลังจากเริ่มต้นออกกำลังกายด้วยการเดินแล้ว ให้ออกกำลังกายที่เป็นแบบแผนมากขึ้น เช่น รำกระบอง ขี่จักรยาน เต้นแอโรบิก หรือวิ่ง
  • เลือกออกกำลังกายตามที่สนใจ เช่น รำกระบอง ว่ายน้ำ ตีเทนนิส ตีปิงปอง วิ่ง ฯลฯ
  • ควรออกกำลังกายขณะที่ร่างกายพร้อมเท่านั้น และทำอย่างต่อเนื่องให้เป็นกิจวัตร

     รีแล็กเซชั่น (Relaxation) นอกจากจะมีปัญหาด้านสุขภาพกายแล้ว คนอ้วนยังมีเรื่องความเครียดเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย การลดน้ำหนักแบบชีวจิตจึงนำการทำสมาธิเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการลดความอ้วนด้วย โดยจะเน้นในเรื่องของสมอง ด้วยการฝึกร่างกายให้ผ่อนคลาย เพื่อให้การหมุนเวียนของเลือดในร่างกายและสมองดีขึ้น นอกจากนั้นจิตใจที่แน่วแน่จะสามารถติดต่อกับสมองส่วนกลางได้ แล้วจะสามารถบังคับส่วนที่เป็นนิสัยเกี่ยวกับเรื่องกินได้

กิน...ลดอ้วน

     ในแต่ละวันกองบรรณาธิการนิตยสารชีวจิตได้รับคำถามเข้ามาเยอะเหลือเกินค่ะ ว่าสูตรลดความอ้วนแบบชีวจิตนั้นมีอะไรบ้าง บรรทัดต่อไปนี้เรามีคำตอบมาไขข้อข้องใจแล้วค่ะ

     แต่ก่อนที่จะไปพบกับสูตรอาหารลดความอ้วนฉบับชีวจิต เรามีคำแนะนำการฝึกวินัยในการกินอาหารที่ถูกวิธีมาฝากหากทำได้ รับรองว่าไม่อ้วนแน่นอนค่ะ

     เทคนิคในการกินให้น้อยลง

  • จำกัดตัวเองในการออกไปกินเลี้ยงนอกบ้าน
  • ไม่ชื้ออาหารตุนไว้เต็มตู้
  • ไม่วางของกินล่อตาล่อใจให้แวะเวียนไปหยิบกิน
  • ตักอาหารครั้งละน้อยๆ เพื่อว่าจะได้ไม่ต้องเติมข้าวอีกเพราะกับข้าวเหลือ
  • ฝึกเคี้ยวอาหารช้าๆ จะช่วยให้อาหารละเอียดและกินได้น้อยลง
  • พยายามท่องให้ขึ้นใจว่า อาหารที่กินมากไปจะเข้าไปบูดเน่าอยู่ในท้องเรา สะสมเป็นไขมัน ต้องรู้จักกินให้พออิ่มไม่ใช่อด แต่กินอย่างรู้ทันและมีคุณภาพ

     กินอาหารให้สมดุล

     กินให้หลากหลายและในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ไม่กินผักผลไม้ชนิดใดชนิดเดียว แต่ควรจะกินให้หลากหลายประเภทเพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าอย่างครบถ้วน

     ลดอาหารให้ถูกวิธี

     การกินอาหารแบบอดมื้อกินมื้ออาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ ทำให้ร่างกายรู้สึกโหย ส่งผลให้การกินอาหารในมื้อถัดไปเพิ่มมากกว่าปกติ ควรกินในปริมาณที่พอเหมาะครบคุณค่าทางโภชนาการ ร่างกายจะเกิดความสมดุล อิ่มพอดี ไม่กระวนกระวายหาอะไรกินอีก

     ทฤษฎีแมคโครไบโอติกส์ระบุว่า คนที่กินแล้วยังอยากโน่นอยากนี่ แปลว่าอาหารที่กินเข้าไปไม่มีสารอาหารตามที่ร่างกายต้องการ

     การลดน้ำหนักโดยการกินอาหารน้อยๆ จะทำให้เกิดอาการเฉื่อยชา บางคนชอบแอบงีบกลางวัน มีอาการหาวเสมอๆ มักไม่ชอบเดินทางไปไหน ชอบนั่งโต๊ะอยู่กับที่มากกว่า นั่นเป็นเพราะร่างกายจะไม่ค่อยมีกล้ามเนื้อ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง การควบคุมอาหารจะทำให้การเผาผลาญอาการในร่างกายลดลง ซึ่งผลก็คือทำให้เป็นการยากที่จะลดน้ำหนักลงได้

สูตรไม่ลับ ไดเอ็ทฉบับชีวจิต

     สืบเนื่องมาจากอาจารย์สาทิสได้คิดค้นสูตรอาหารลดความอ้วนแบบชีวจิต และได้ทดลองกับเหล่าคนอ้วนที่เคยไปเข้าคอร์สอุดมสมบูรณ์ที่เชียงใหม่ โดยมี คุณอาฉินโฉม อินทรกำแหง รับอาสาเป็นแม่ครัวกิตติมศักดิ์ ปรุงอาหารชีวจิตรสเลิศให้กิน  ปรากฏว่ามีคนอ้วนที่สามารถลดน้ำหนักเพราะสูตรอาหารดังกล่าวกว่า 5 - 6 กิโลหรัม บางคนน้ำหนักลดลงภายในเวลาไม่กี่วันกว่า 10 กิโลกรัม

     สูตรอาหารลดความอ้วนส่วนใหญ่ดัดแปลงมาจากอาหารชีวจิตที่มีอยู่เดิม แต่ลดปริมาณในการกินตามสัดส่วนที่เหมาะสม โดยอาจารย์สาทิสกล่าวว่า อาหารลดความอ้วนแบบชีวจิตขนานแท้จะมีอยู่ 2 สูตรให้เลือกกินและเลือกปฏิบัติให้เหมาะกับตนเอง ลองมาดูกันเลยค่ะว่าเป็นอย่างไร

     สูตร 1 สำหรับคนที่อยากมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง แต่ไม่เน้นเรื่องความสวยงาม ควรทำตามอาหารสูตรนี้เหมาะที่สุดค่ะ ซึ่งประกอบไปด้วย

  • อาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ
  • ผัดสดหรือผักสุก ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ
  • โปรตีนจากพืชจำพวกถั่วต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และผลผลิตจากพืช เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร ประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ
  • เบ็ดเตล็ด เช่น สาหร่ายทะเล เมล็ดพืชกินเล่นจำพวกเมล็ดทานตะวัน เมล็ดฟักทอง รวมทั้งผลไม้ต่างๆ ที่มีรสไม่หวาน เช่น มะละกอ สับปะรด ฝรั่ง มะม่วงดิบ ส้มเขียวหวาน ส้มโอ นอกจากนี้ยังมีจำพวกซุปฟักทอง มิโซซุป มื้อละถ้วยเล็กๆ แกงจืดหรือแกงเลียง ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์

     สูตรที่ 2 เหมาะสำหรับคนที่อยากจะมีรูปร่างสวยงามสมส่วน คนที่เป็นโรคหัวใจและโรคเบาหวานก็สามารถใช้สูตรนี้ได้เช่นกัน โดยมีสัดส่วนของอาหารดังนี้

  • อาหารจำพวกแป้งหรือคาร์โบไฮเดรต ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ
  • ผักสดหรือผักสุก ประมาณ 35 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ
  • โปรตีนจากพืชจำพวกถั่วต่างๆ เช่น ถั่วแดง ถั่วดำ ถั่วเขียว ถั่วเหลือง และผลผลิตจากพืช เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร ประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ
  • เบ็ดเตล็ด เช่น สาหร่ายทะเล เมล็ดพืชกินเล่นจำพวกเมล็ดทานตะวั้น เมล็ดฟักทอง รวมทั้งผลไม้รสไม่หวานต่างๆ เช่น มะละกอ สับปะรด ฝรั่ง มะม่วงดิบ ส้มเขียวหงาน ส้มโอ นอกจากนี้ยังมีจำพวกซุปฟักทอง มิโซซุปมื้อละถ้วยเล็กๆ แกงจือหรือแกงเลียง ประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อมื้อ

     และคุณอาฉินโฉมยังมีเมนูอาหารในแต่ละมื้อมาฝากกันดังต่อไปนี้ค่ะ

  • มื้อเช้า ได้แก่ จำพวกข้าวต้มอาร์.ซี. หรือข้าวต้มข้าวกล้อง ปลาตัวเล็กทอด ต้มจับฉ่าย ยำเห็ดรวมมิตร คะน้าปลาเค็ม
  • มื้อกลางวัน ได้แก่ ข้าวสวยกล้อง ผัดผัก น้ำพริกหรือลาบปลาทูน่า และผักสดผักต้มสำหรับจิ้มน้ำพริก พยายามหาเมนูที่ทำให้ได้กินผักเยอะ เพราะจำทำให้ระบบขับถ่ายคล่อง
  • มื้อค่ำ ควรเป็นอาหารเบาๆ ย่อยง่าย จำพวกซุปฟักทอง มิโซซุป เป็นต้น เพราะมื้อค่ำไม่ควรกินเมนูหนักเกินไป

     หากรู้สึกหิวในช่วงกลางคืนหรือช่วงก่อนเข้านอน ให้กินกล้วยน้ำว้าทดแทนประมาณ 1-2 ลูก เพราะในกล้วยน้ำว้ามีสารไฟเบอร์ที่สามารถละลายเคลือบผิวกระเพาะอาหาร ทำปฏิกิริยากับกรดทำให้เกิดสารเจลาตินทำให้รู้สึกอิ่มเร็วและอิ่มนาน ความอยากอาหารก็จะลดลง

     จะอ้วนหรือผอมไม่ใช่เรื่องสำคัญ ตราบใดที่สุขภาพร่างกายของเราแข็งแรง อารมณ์แจ่มใส และมีความสุขกับการใช้ชีวิต เพียงเท่านี้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

     อย่างไรก็ตาม การลดความอ้วนแบบชีวจิตนั้น เรื่องสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ต้องมาก่อน ส่วนเรื่องของความสวยงามเป็นเรื่องของผลพลอยได้ค่ะ

ข้อมูลอ้างอิง

  1. อาหารชีวจิต ตำรับ ดร.สาทิส-ฉินโฉม อินทรกำแหง
  2. นิตยสาร NATIONNAL GEOGRAPHIC ฉบับภาษาไทย เดือนสิงหาคม 2547

ขอบคุณข้อมูลจาก : นิตยสารชีวจิต