มุมสุขภาพ
สุขภาพ โภชนาการ และการบริหารร่างกาย

Custom Search
รู้เท่าทัน 'ภาวะอ่อนแรงเฉียบพลัน' หมั่นสังเกตอาการ...ลดความเสี่ยง
 
 

     สุขภาพดีเป็นสิ่งที่ทุกคนต่างปรารถนา การรู้เท่าทันต่อโรคภัยไข้เจ็บดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้สิ่งนี้มีความหมายความจำเป็น

     ยิ่งกลุ่มผู้สูงวัยที่มีความเสี่ยงหรือกำลังเผชิญกับ โรคเบาหวาน ไขมันในเลือดสูงหรือความดันเลือดสูง ควรดูแลสุขภาพใกล้ชิดและหากมีอาการผิดปกติ อย่างเช่น อ่อนแรงเฉียบพลัน อย่านิ่งนอนใจควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยแต่เนิ่น ๆ !!

      อ่อนแรงเฉียบพลันจากสมองขาดเลือด อาการดังกล่าวพบในกลุ่มผู้สูงอายุ นพ.อนุสรณ์ โสฬสรุ่งเรือง รังสีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาท ศูนย์รังสีวินิจฉัยรัชวิภาเอ็มอาร์ไอเซ็นเตอร์ ให้ความรู้ พร้อมแนะนำถึงการดูแลรักษาสุขภาพ ลดเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงหลีกไกลจากอาการดังกล่าวว่า โรคดังกล่าวเป็นความผิดปกติทางระบบประสาทอย่างหนึ่งซึ่งผู้ป่วยจะมาด้วยอาการแขนขาอ่อนแรง ชา อาจจะมีอาการพูดไม่ชัด ปากเบี้ยว ฯลฯ ซึ่งในความผิดปกติจะอยู่ที่สมองเป็นส่วนใหญ่ อาจเกิดจาก สมองขาดเลือดและอีกอย่างหนึ่งคือมีเลือดออกในสมอง

    “ในอาการสมองขาดเลือดมีสาเหตุจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง อาจมีการตีบเนื่องจากมีไขมันไปพอกมีแคลเซียมเกาะหรืออาจมีการอุดตันของลิ่มเลือด เนื่องจากภาวะความผิดปกติของหัวใจ ขณะที่ภาวะเลือดออกในสมองมีหลายเหตุที่พบได้บ่อยคือความดันโลหิตสูง ส่วนสาเหตุอื่นที่อาจพบเจอในกลุ่มผู้ป่วยอายุน้อยอาจเป็นความผิดปกติของหลอดเลือดสมองแต่กำเนิดซึ่งสาเหตุทั้งหมดนี้ทำให้เกิดความผิดปกติของอาการที่เกี่ยวกับระบบประสาทซึ่งจะไปทำลายเนื้อสมองส่วนที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย เกิดความอ่อนแรงขึ้นได้”

      อาการอ่อนแรงเฉียบพลันที่เกิดขึ้นจึงไม่ควรมองข้ามควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย หากพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยเร็วเท่าไหร่ก็จะสามารถช่วยฟื้นฟูรักษาได้ทันท่วงที ดังที่ทราบ ช่วงที่สมองขาดเลือดเนื้อสมองอาจจะยังไม่ตายทันทีแต่การที่เลือดไปเลี้ยงสมองน้อยลงจะทำให้การทำงานมีความผิดปกติ ในทางตรงข้ามถ้าช่วยให้เลือดเลี้ยงสมองได้มากขึ้นก็จะช่วยฟื้นฟูให้กลับคืนสู่ปกติได้ แต่หากปล่อยทิ้งไว้สมองขาดเลือดนานก็อาจจะถูกทำลายทำให้มีอาการเหล่านั้นถาวร

      “ภาวะอาการดังกล่าวพบได้บ่อยโดยมากมักเกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวอย่างเช่น เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดันเลือดสูง ในกลุ่มที่สูบบุหรี่ ดื่มสุรา ฯลฯ ก็อาจมีปัจจัยเสริมกัน ดังนั้นควรเพิ่มความระมัดระวังดูแลสุขภาพเตรียมความพร้อมไว้

      ส่วนสัญญาณเตือนก่อนต้องเผชิญกับภาวะอ่อนแรงเฉียบพลันในผู้ป่วยบางคนอาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยอาจจะพบอาการแขนขาอ่อนแรงเมื่อตื่นขึ้นมา แต่ก็จะเป็นเพียงช่วงสั้น ๆ และจะหายไปหรือหากมีภาวะความเสี่ยงสมองขาดเลือดชั่วคราวก็จะมีอาการหายเป็นปกติได้ภายใน 24 ชม. แต่อย่างไรแล้วก็ถือเป็นความเสี่ยงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนซึ่งไม่ควรนิ่งนอนใจควรได้รับการตรวจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ”

      นอกจากนี้บางครั้งอาจไม่มีการเตือนล่วงหน้า แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณสมองที่ถูกทำลาย ถ้าถูกทำลายไปไม่มากอาการที่เกิดขึ้นก็อาจมีปรากฏเล็กน้อย แต่หากถูกทำลายไปมากก็จะมีกระบวนการต่าง ๆ ตามมา เช่น เซลล์จะบวมมากขึ้น เนื้อสมองแน่นขึ้น และเนื่องจากภายในกะโหลกศีรษะของคนเราจะมีเนื้อที่จำกัด หากสมองบวมจะยิ่งกดเบียดที่อันตรายสุดเป็นการเบียดดันร่นมาที่บริเวณสำคัญ ดังนั้นหากทราบเร็วได้รับการตรวจรักษาทันท่วงทีก็จะมีโอกาสมากขึ้น อีกทั้งยังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้

      ขณะที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีมากขึ้นไม่ว่าจะเป็น ซีที สแกนหรือ เอ็มอาร์ไอ เครื่องมือช่วยการตรวจวินิจฉัยที่มีความก้าวหน้าสามารถตรวจได้อย่างรวดเร็วเข้าถึงซึ่งก็จะมีผลต่อการรักษาช่วยเหลือผู้ป่วยซึ่งการรักษาแต่ละโรคจะมีความต่างกัน อย่าง สมองขาดเลือด เลือดออกในสมอง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางสมองจะเป็นผู้วินิจฉัยในการรักษาและการรักษาอาการทางสมองแต่ละวินาทีมีความสำคัญ หากได้รับการวินิจฉัยได้รวดเร็วก็จะยิ่งส่งผลดีต่อผู้ป่วย 

      ดังนั้น หากพบว่ามีอาการชา อ่อนแรงอย่านิ่งนอนใจควรรีบมาพบแพทย์เพราะอาการที่ปรากฏนั้นไม่อาจทราบได้ว่าจะมีความผิดปกติของเนื้อสมองหรือความผิดปกติด้านใด มากน้อยแค่ไหนและถ้าปล่อยเนิ่นนานไปก็อาจจะยากต่อการแก้ไขให้กลับคืน 

      “อาการอ่อนแรงมีหลายระดับนับแต่กำมือไม่แน่น กำมือไม่ได้ไปจนกระทั่งถึงยกขาใช้มือขยับไม่ได้ซึ่งความอ่อนแรงนั้นคือไม่มีกำลัง อย่างปกติมือสามารถจะหยิบจับสิ่งของได้ แต่ในอาการดังกล่าวอาจหยิบจับแล้วหลุดออกจากมือหรือไม่สามารถหยิบจับได้ก็ไม่ควรประมาท อาการเหล่านี้จะต่างกันไปขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคหรือความผิดปกติของเนื้อสมองที่ได้รับความเสียหาย”

      ด้วยที่สมองมีความหมาย ความสำคัญเช่นเดียวกับหัวใจ การจะหลีกไกลจากภาวะอาการดังกล่าวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านเดิมให้คำแนะนำทิ้งท้ายว่า การควบคุมพฤติกรรมอาหารการกิน หมั่นตรวจวัดความดันตรวจสุขภาพประจำปีสิ่งเหล่านี้ต้องไม่ละเลย 

      เช่นเดียวกับเรื่องของการออกกำลังกาย รับประทานอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย รวมถึงการพักผ่อนให้เพียงพอสิ่งเหล่านี้นับเป็นพื้นฐานที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อเนื่องและยิ่งกลุ่มที่มีปัจจัยเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวังรวมทั้งไม่มองข้ามกับอาการความผิดปกติที่เกิดขึ้น.

เคล็ดลับสุขภาพดี รู้จัก 5 โรคของผู้หญิงที่ป้องกันได้

      ผู้หญิงวัยทำงานมักป่วย และมีโรคประจำตัวอยู่บ่อย ๆ เนื่องจากฮอร์โมนมีการเปลี่ยนแปลงมากกว่าผู้ชาย แต่หากเรารู้จักอาการเริ่มต้นของโรคต่าง ๆ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้ลุกลามถึงขั้นรุนแรงและสามารถรักษาได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ วันนี้เคล็ดลับสุขภาพดีมีเรื่องราวเกี่ยวกับ 5 โรคที่มักพบในผู้หญิงรวมทั้งวิธีการตรวจรักษามาบอกกล่าวให้ทราบกันค่ะ

      โรคแรกคือ “โรคกระดูกพรุน” โดยเฉพาะผู้หญิงที่ประจำเดือนหมดก่อนอายุ 45 ปี ประจำเดือนไม่มีนานเกิน 1 ปี (ยกเว้นตั้งครรภ์) เคยผ่าตัดรังไข่ก่อนอายุ 50 ปี เคยกระดูกหักจากอุบัติเหตุแม้เพียงเล็กน้อย มีประวัติกระดูกหักในครอบครัว ทานยาสเตียรอยด์นานกว่า 3 เดือน โรคปวดตามไขข้อและโรคปวดบวมอักเสบ ผอมแห้ง น้ำหนักน้อย ส่วนสูงลดลงมากกว่า 3 ซม. แต่การตรวจเช็กสุขภาพกระดูกทุก 1 ปี จะช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดกระดูกหักจากโรคกระดูกพรุนได้ด้วยเครื่อง Bone Densitometry ตรวจความหนาแน่นของกระดูก โดยเฉพาะผู้หญิงวัยทองที่มีความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน

      โรคที่ 2 “โรคกรดไหลย้อน” ถือเป็นโรคฮิตคู่สาวออฟฟิศโดยเฉพาะคนที่ทำงานจนลืมเวลาทานอาหารหรือเมื่อถึงเวลาทานก็ทานอย่างรีบเร่ง แถมยังมีนิสัยกินจุบกินจิบ บ่งบอกได้ว่ากำลังเสี่ยงเป็นโรคกรดไหลย้อน มีอาการ คือ รู้สึกปวดแสบปวดร้อนบริเวณลิ้นปี่ กลางหน้าอก มักเกิดขึ้นหลังรับประทานอาหาร รู้สึกเปรี้ยวหรือขมในปากและคอ ท้องอืด จุกเสียด แน่นท้อง เจ็บหน้าอกที่ไม่ได้เกิดจากโรคหัวใจ กลืนติดขัดเหมือนมีก้อนจุกในคอ หากมีอาการแบบนี้ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจด้วยการส่องกล้องทางเดินอาหาร กลืนแป้งหรือตรวจวัดการบีบตัวของหลอดอาหารและตรวจวัดความเป็นกรดด่างในหลอดอาหารซึ่งได้ผลแม่นยำดีที่สุดในปัจจุบัน

      โรคที่ 3 “โรคช็อกโกแลตซีสต์”   ผู้หญิงไทยมีความเสี่ยงเป็นโรคช็อกโกแลตซีสต์สูงขึ้นโดยเฉพาะสาวโสด เนื่องจากเลือดประจำเดือนไหลย้อนกลับเข้าไปในรังไข่ผ่านทางหลอดมดลูกทำให้เกิดเป็นถุงน้ำและมีเลือดออกในถุง โดยเมื่อเลือดหยุดไหลน้ำก็ถูกดูดซึมกลับทำให้เลือดในถุงเข้มขึ้นจนกลายเป็นสีน้ำตาลเหมือนช็อกโกแลต โดยอาการจะปวดท้องมากเวลาที่มีประจำเดือนหรือก่อนและหลัง ประจำเดือนออกมาก ในรายที่เป็นระยะรุนแรงจะมีพังผืดเกิดขึ้นจำนวนมากเกาะหรือฝังตัวในท่อนำไข่หรือท่อนำไข่ถูกทำลายไป ทำให้ผู้ป่วยมีปัญหามีบุตรยากได้ ใครที่รู้ตัวว่ามีอาการที่กล่าวไปแล้วควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเจอก่อนจะได้รักษาทันท่วงที

      โรคที่ 4 “โรคความดันโลหิตสูง” เป็นโรคเรื้อรังของผู้หญิง โดยผู้หญิงที่เสี่ยงเป็นโรคมักมีอาการเครียด อ้วน อยู่ในวัยทอง ตั้งครรภ์ เป็นโรคไต มีประวัติคนในครอบครัวเป็น ดังนั้นควรระวังและไปพบแพทย์หากมีอาการปวดศีรษะบริเวณท้ายทอยในตอนเช้า บางครั้งใช้เวลาหลายชั่วโมงกว่าจะหาย อาจมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ใจสั่น เหนื่อยง่าย ปัสสาวะเป็นเลือด ตาพร่ามัว  

      โรคที่ 5 “โรคมะเร็งเต้านม” ผู้หญิงที่เสี่ยงคือ ผู้หญิงที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป มีประวัติมะเร็งเต้านมในครอบครัวที่เป็นญาติสายตรง มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ 12 ปี หมดประจำเดือนช้ากว่าปกติคือหมดหลังอายุ 55 ปี ผู้หญิงที่ไม่มีลูกหรือมีลูกคนแรกเมื่ออายุมากกว่า 30 ปี ไม่เคยมีน้ำนมหรือไม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมตัวเอง ผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิดมากกว่า 10 ปี และได้รับฮอร์โมนทดแทนวัยทองมากกว่า 5 ปี ดังนั้นการตรวจด้วยเครื่องดิจิตอล แมมโมแกรมและอัลตราซาวด์เป็นวิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมที่ได้รับการยอมรับว่าดีที่สุด สามารถลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้ โดยสตรีที่มีความเสี่ยงควรตรวจเต้านมด้วย ดิจิตอล แมมโมแกรม เป็นประจำทุกปี

      หากสาว ๆ รู้ทันโรคภัยต่าง ๆ ที่จะถามหาเราแบบนี้แล้วก็ถือเป็นเกราะป้องกันชั้นแรก เพื่อนำไปสู่การตรวจรักษาในขั้นต่อไป เพราะหากเรารู้จักใส่ใจสุขภาพด้วยการตรวจทุกปี โรคร้ายต่าง ๆ ก็ไม่กล้ามากล้ำกราย.

      (ข้อมูลจากโรงพยาบาลกรุงเทพ)

ที่มา : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์